ชีวิตด่านหน้า’สตอมเซอจ’ ‘ชาวบ้านขุนสมุทรจีน’กลัวน่ะกลัว…แต่หนีไม่ได้ !!

วันที่ 24 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

“ขุนสมุทรจีน” หมู่บ้านเก่าแก่เล็ก ๆ แต่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 500 ปี ตั้งอยู่บนปลายแหลมขนาดเล็กติดอ่าวไทยในพื้นที่ ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ซึ่งเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงจนผืนดินจมหายไปกับน้ำทะเลแล้วกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งท่ามกลางความวิตกกังวลของคนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับปรากฏการณ์  “สตอมเซอจ” น้ำทะเลยกตัวสูงเข้าสู่ชายฝั่งด้านสมุทรปราการ อันเนื่องจากพายุที่รุนแรง จะเกิดหรือไม่เกิดเร็ว ๆ นี้ก็ไม่รู้ล่ะ แต่ถ้าเกิด “ขุนสมุทรจีน” จะอยู่ด่านหน้า ๆ …..

“ฉันไม่กลัวหรอก !” เป็นเสียงของ สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน โดยผู้ใหญ่สมร บอกว่า เหตุที่ไม่กลัวเพราะคนที่นี่ผจญกับภัยธรรมชาติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นพายุลินดา พายุเกย์ สารพัดพายุ หนักบ้างเบาบ้างตามสภาพ ส่วนเรื่องสตอมเซอจนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ มีทั้งกลัวและไม่กลัว แต่ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าคงมีโอกาสเกิด เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเกิด ขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

“ข่าวคราวมันค่อนข้างสับสน แต่ก็ไม่ได้ประมาท เฝ้าระวังตลอดเวลา แต่จะให้ย้ายไปที่อื่น หลายคนเขาก็คงจะไม่ไป จะให้ไปอยู่ไหน ไปทำอะไร หลายคนขอสู้ตายอยู่ที่นี่ดีกว่า นี่คือความคิดวันนี้นะ เพราะเรื่องสู้กับน้ำ สู้กับลม คนขุนสมุทรฯเจอกันมาตลอดอยู่แล้ว อีกอย่างเราเกิดกับน้ำ โตมากับน้ำ ถ้าจะตาย เราก็ตายอยู่กับน้ำ กับบ้านของเราดีกว่า” ผู้ใหญ่สมรกล่าว

ด้าน วิลพ เข่งสมุทร อดีตไต้ก๋งเรือแห่งบ้านขุนสมุทรฯ เล่าชีวิตให้ฟังว่า เลิกทำอาชีพไต้ก๋งมาได้ 20 กว่าปีแล้ว เพราะปลาเริ่มลดน้อยลง ตั้งแต่เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัจจุบันประกอบอาชีพทำนากุ้งอย่างเดียว แต่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูลม ดูฝน ก็ยังคงพอมีอยู่บ้าง วิธีดูว่าจะมีพายุหรือเปล่า ลมจะแรงจนออกเรือได้-ไม่ได้ คนเรือ คนทะเล ดูลมดูฟ้าก็รู้แล้ว อย่างเช่นถ้ามีลมแรง ๆ พัดวูบมายาว ๆ ตลอด ที่ชาวเรือเรียกกันว่า “ลมหางม้า” ก็รู้เลยว่าให้รีบเก็บข้าวของ  ใครออกเรืออยู่ก็ต้องรีบเข้าฝั่ง เพราจะมีพายุแน่ ๆ

สำหรับปรากฏการณ์สตอมเซอจนั้น วิลพมองว่าโอกาสที่จะรุนแรงแบบที่เป็นข่าวคงเกิดได้ยาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธเสียทีเดียวว่าโอกาสเกิดจะไม่มี “เพราะขึ้นชื่อว่าธรรมชาติมักจะอยู่เหนือการคาดเดาเสมอ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ ก็เชื่อว่าต้องมีสัญญาณบอกเหตุก่อนล่วงหน้า และถ้าจะรุนแรงขนาดนั้น ลางบอกเหตุก็ต้องชัดมากกว่าพายุธรรมดา แต่ตอนนี้ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ก็คงไม่อยากทิ้งบ้านไปไหน ถึงเวลานั้นก็ค่อยมาว่ากันว่าจะทำอย่างไร” อดีตไต้ก๋งเรือชาวบ้านขุนสมุทรจีนกล่าว

ขณะที่ผู้เฒ่าชาวประมง-พรานทะเลรุ่นใหญ่ อย่าง สมจิตร ไม้น่วม วัย 75 ปี บอกกับทีมวิถีชีวิตว่า อยู่ที่พื้นที่นี้มากว่า 50 ปีแล้ว ช่วงชีวิตที่ผ่านมาก็ต้องย้ายบ้านหนีน้ำมา 8 หน “เรียกว่าย้ายจนเบื่อ สู้กับน้ำจนเป็นเรื่องธรรมดา” ภัยธรรมชาตินั้นเคยโดนมาทุกรูปแบบ เรือจมจากการโดนพายุถล่มก็เคยโดนมาแล้ว ส่วนกับเรื่องของสตอมเซอจที่อาจเกิดหรือไม่เกิดนั้น ผู้เฒ่าบอกว่า ไม่ได้กลัวอะไรมาก เพราะเดี๋ยวนี้การสื่อสารดี มีข่าวให้ติดตามตลอด จึงไม่ต้องไปกลัว และจากประสบการณ์ที่เป็นชาวประมงมาเกือบทั้งชีวิต ส่วนตัวแล้วก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่เป็นข่าวขึ้น และถึงแม้จะเกิดก็คิดว่าไม่น่าร้ายแรง เพราะแถบนี้เป็นทะเลน้ำตื้น

“ถ้ามันจะเกิดจริง ๆ ก็ไม่กลัวอยู่แล้ว ชีวิตฉันเจอพายุมาไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก เจอลมเจอฝน เรือล่มเกือบตายมาก็มี อะไรจะเกิดก็เกิด แต่คงไม่ย้ายไปไหนด้วย ตายเป็นตาย ถอยไม่ได้ จะขออยู่ที่นี่จนวินาทีสุดท้าย” ผู้เฒ่าชาวประมงย้ำเสียงหนักแน่น

หลังจากลาผู้เฒ่าชาวประมง ทีมวิถีชีวิตเดินลัดเลาะตามคันดินข้างนากุ้งไปเรื่อย ๆ จนเจอคู่สามี-ภรรยา ถวิลย์-บุญนาก เข่งสมุทร ที่กำลังขมีขมันแผ่ตัวเคยตากแดดให้แห้ง เคยคือวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำกะปิของดีขึ้นชื่อของชุมชน โดยบุญนากเล่าว่า เธอและสามีอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด และไม่เคยคิดย้ายไปอยู่ที่ไหน แม้ว่าหลายคนจะมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ไกลปืนเที่ยงไปสักนิด เดินทางลำบากไปสักหน่อย แต่ก็มีความสุขตามอัตภาพ

ปัญหาหนักอกหนักใจที่สุดของเธอเวลานี้ไม่ใช่เรื่องสตอมเซอจ แต่เป็นปัญหาเก่าที่คาราคาซังเรื่อง “น้ำทะเลไล่ที่” ที่ดินเกือบ 30 ไร่จมหายไปกับน้ำ ปัจจุบันเหลือที่ดินผืนสุดท้าย 4-5 ไร่ ใช้เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา

ทางฝ่ายถวิลย์ผู้เป็นสามีก็เล่าว่า ที่ผ่านมาย้ายบ้านหนีน้ำเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ถมดินพื้นบ้านทุกปีจนโอ่งน้ำฝนหลายใบใต้ถุนบ้านเหลือโผล่มาไม่ถึงครึ่งใบ ซึ่งกับข่าวเรื่องสตอมเซอจที่มีข่าวว่าอาจจะเกิดกับชายฝั่งด้านสมุทรปราการ เทียบกับเรื่องที่เขาเผชิญอยู่ ใจของเขากลัวเรื่องที่ดินสูญไปกับทะเลมากกว่าพายุร้ายเสียอีก

“โดนพายุมาแล้วหลายลูกนะ บ้านหลังแรกก็เจอหางเลขจากพายุแหลมตะลุมพุก หลังที่สองก็พายุเกย์ จะเรียกว่าชิน ก็คงไม่ถึงขั้นนั้น พูดว่ารู้ทางกันดีกว่าว่าจะต้องปรับตัวยังไง เราเหมือนเป็นหน้าด่าน แต่แถวนี้เป็นน้ำตื้น ถ้าจะโดนจริงคงไม่รุนแรงนัก ก็คงมีเสียหายบ้าง แต่จะให้ย้ายหนี คงไม่ไป ถ้ามันจะเกิดจริง ๆ ก็จะขออยู่จนวินาทีสุดท้าย” หนึ่งใน “ชาวบ้านขุนสมุทรจีน” กล่าวอย่างมุ่งมั่น ในวันที่มีข่าวคราว “ภัยธรรมชาติ” จากผืนน้ำหน้าบ้าน…อาจรุนแรงระดับวิกฤติ ?!?!?.

‘แผ่นดินหาย…ร้ายกว่าพายุ’

จากภาวะโลกร้อน ชุมชนที่อาศัยตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจน แผ่นดินค่อย ๆ จมอยู่ใต้น้ำทะเล ที่พักอาศัยถูกน้ำท่วม ซึ่งชาวบ้านที่บ้าน “ขุนสมุทรจีน” น่าจะเป็นคนกลุ่ม   แรก ๆ ในประเทศไทยที่เผชิญกับผลกระทบนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บ้านขุนสมุทรจีน หมู่ที่ 8, 9, 10 และ 11 ต้องพบกับวิกฤติปัญหาเรื่องนี้อย่างรุนแรง จนต้องสูญเสียพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยไปแล้วมากกว่า 1,000 ไร่

ผู้ใหญ่สมรบอกว่า ในอดีตที่นี่มีประชากรประมาณ 177 ครัวเรือน แต่ตอนนี้ เฉพาะหมู่ 8 ล่มสลายไปแล้ว ขณะนี้มีเหลือในทะเบียนอยู่เพียง 34 ครัวเรือน และที่อยู่อาศัยกันจริง ๆ มีแค่บ้าน 10 กว่าหลัง เพราะไม่มีที่ทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัย บางคนย้ายแล้วย้ายอีกจนทนไม่ไหว ย้ายไปอยู่ที่อื่น หรือบางรายก็ต้องเช่าที่คนอื่นอยู่

ตั้งแต่ปี 2520 พื้นที่หายไปเรื่อย ๆ กิโลเมตรหนึ่งหมดไป ตามมาอีกหลายกิโลเมตร ถามว่าเกิดอะไรขึ้น โลกร้อน น้ำทะเลกัดเซาะ แผ่นดินทรุด ใช่หมด ถามว่าระหว่างพายุกับทะเลรุก กลัวอย่างไหน ก็ต้องตอบว่ากลัวอย่างหลังมากกว่า เพราะพายุเราหลบได้ หนีได้ แต่ถูกน้ำทะเลรุกที่ดินนี่ หนีเท่าไหร่ถึงจะพอ”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์/บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: