วิกฤติมา-ปัญญาจึงบรรเจิด ! ‘ชีวิต’ หลังรอด ‘สึนามิ’ ‘ป่าชายเลน…คือของวิเศษ&

วันที่ 15 มิถุนายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แม้เหตุการณ์ “คลื่นยักษ์สึนามิ” ถล่มไทย…จะผ่านไปกว่า 3 ปีแล้ว ทว่าถึงวันนี้ความหวาดกลัวหายนะภัยรูปแบบใหม่ในไทยชนิดนี้ก็ยังมีควันหลงอยู่ และวันนี้ทีม “วิถีชีวิต” ก็มีเรื่องราวของ “คนกับป่าชายเลน” ซึ่งหลายคนยอมรับว่า ถ้าวิกฤติไม่มา…ก็มองไม่เห็นความสำคัญของทรัพยากรชายฝั่งชนิดนี้…

44444

“ถ้าไม่มีป่าขวางไว้ ความเสียหายอาจมาก กว่านี้” …เป็นเสียงของ “บ่าว เสริมกิจ” อายุ 55 ปี ชาวชุมชนบ้านเจ้าขรัว ต.คลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ผู้ยึดอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งเมื่อถูกถามย้อนไปถึงเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 ชายผู้นี้บอกว่า แต่ก่อนไม่ค่อยเห็นความสำคัญของ “ป่าชายเลน” เท่าใดนัก เหตุก็อาจมาจากเป็นของที่เห็นกันชินตา เลยมองว่าไม่สลักสำคัญอะไรนัก เข้าทำนอง “ใกล้เกลือกินด่าง”

พอเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติอย่างคลื่นยักษ์สึนามิ ก็ทำให้หลายคนฉุกคิดถึงคุณค่าของ “ป่าโกงกาง” ในพื้นที่ ซึ่งสภาพป่าที่เห็นในปัจจุบันนี้ดีกว่าแต่เดิมมาก แต่ก่อนที่ยังมีการให้สัมปทานตัดป่าได้ ป่าแถบนี้ก็มักจะราบเตียนอยู่เป็นประจำ โดยมีนายทุนจ้างให้ชาวบ้านตัดไม้โกงกางเพื่อใช้เผาเป็นถ่าน จนภายหลังมีการยกเลิกสัมปทาน ป่าก็ฟื้นฟูขึ้นมา แต่ก็ยังมีบางคนที่แอบลักลอบตัดอยู่บ้างเป็นครั้งคราว

“แต่ก่อนเราไม่ค่อยสนกัน ก็ใช้ผูกเรือ ใช้วางกระชัง ตัดมาต่อแพ สร้างบ้าน แต่ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์ถึงขนาดช่วยชีวิตเราได้ เกิดเหตุสึนามินั่นแหละถึงรู้ พอเกิดเรื่องก็รู้ว่าป่าตรงนี้มันวิเศษ มันเป็นของที่พระเจ้ามอบให้เรา เราก็ควรช่วยกันดูแล ตอนนี้ต่างคนต่างก็คอยช่วยกันดูแล เพราะรู้แล้วว่านอกจากจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ป่าโกงกางนี้ยังเป็นกำแพงกั้นลมกั้นฝนคุ้มชีวิตให้อีกด้วย” …บ่าวกล่าว

ขณะที่ “พิมพา รอบรู้” เด็กสาวในชุมชนบ้านหินร่ม อีกพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์เช่นกัน บอกว่า แม้ไม่ได้ทำอาชีพประมงเหมือนคนในครอบครัว แต่ก็ตระหนักดีว่าป่าชายเลนมีความสำคัญ ตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้นเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ อยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งก็เจอคลื่นยักษ์เหมือนกัน พอกลับมาบ้านพบว่าเสียหายไม่หนักเท่าที่ภูเก็ต ก็มานั่งคุยกันว่า..เพราะอะไร ทำไมบ้านของเธอถึงไม่เจอผลกระทบหนัก สุดท้ายสรุปได้ว่านอกจากปากตรอกทะเลจะแตกต่างกันแล้ว ป่าโกงกางที่มีอยู่ทึบหนาบริเวณนี้ช่วยทอนแรงคลื่นยักษ์ ทำให้แรงปะทะไม่รุนแรงมาก จึงคิดได้ว่าที่ภูเก็ตโชคไม่ดี เพราะที่นั่นไม่มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เหมือนกับที่บ้านของเธอ

“ก่อนนั้นไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่หลังเกิดเหตุคนพูดกันมากขึ้น ทำนองว่านอกจากพระเจ้าจะช่วยไว้แล้ว ป่าตรงนี้ก็ช่วยได้ด้วย ยิ่งดูข่าวที่พม่าโดนพายุนาร์กีส ยังคิดกันเล่น ๆ เลยว่าถ้าพม่ามีป่าเหมือนกับที่บ้านหนู ก็อาจจะไม่โดนหนักขนาดนั้น” …เป็นคำบอกเล่า-ความคิดเห็นของพิมพา

ด้านชายชราชุมชนบ้านคลองท่อม “ตาปา หลานสน” วัย 89 ปี ซึ่งอาศัยอยู่รอบ ๆ ป่าโกงกาง ก็เล่าถึงเหตุการณ์สึนามิว่า ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน แปลกใจตั้งแต่น้ำลด แต่คิดไม่ออกว่าเป็นอะไร แต่ก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ เพราะผิดธรรมชาติ พอหลังน้ำลดไม่นานคลื่นก็เข้าทำลายหมู่บ้าน “โชคดีที่คลื่นถูกกำแพงต้นโกงกางกั้นไว้ คลื่นก็เลยซัดมาได้ไม่เต็มที่ คนไหนที่ถูกคลื่นซัดก็ยังยึดตัวไว้ได้กับต้นโกงกาง”

“คิดว่าเราโชคดีที่โดนไม่หนักเหมือนที่อื่น ดีที่มีป่าตรงนี้ช่วยต้านไว้ ถึงเสียหาย แต่ไม่มีใครเป็นอะไรมากก็ถือว่าดีแล้ว คงเป็นบุญเราที่ปู่ย่าตายายช่วยกันดูแลป่าโกงกางนี้ไว้” …ตาปาบอก

ส่วน “ธีรยุทธ์ วงศ์ฤทธิ์” หรือ “บังดำ” หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการฟื้นฟูป่าชายเลนแถบ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา บอกกับทีม “วิถีชีวิต” ว่า ในอดีตป่าชายเลนแถบนี้ถูกบุกรุกอยู่เป็นประจำ ทั้งจากขบวนการตัดไม้เผาถ่าน จากนายทุนที่ต้องการที่ดิน รวมถึงชาวบ้านบางคนที่ต้องการพื้นที่ทำกิน ซึ่งเขาเองในฐานะที่เป็นคนในชุมชนมองว่าหากปล่อยปัญหาทิ้งไว้ป่าชายเลนต้องหมดไปแน่นอน และผลร้ายก็จะเกิดกับชุมชน

บังดำได้รณรงค์ให้ชาวบ้านดูแลรักษาป่า เริ่มจากง่าย ๆ อย่างการดูแลสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ป่าก่อน โดยดึงเด็กและเยาวชนในชุมชนเข้าร่วม ซึ่งแม้ภารกิจที่ พยายามทำอยู่ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน แต่บังดำก็บอกว่า แม้จะไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หรือจะเสร็จสิ้นในวันไหน แต่ “สิ่งที่สำคัญคือการเริ่มต้นทำในวันนี้”

“ถ้าอยากให้ธรรมชาติบ้านเราอยู่กับเราไปนาน ๆ เราต้องรู้จักใช้ ก็เลยใช้วิธียึดเด็กก่อน เมื่อเด็กเขาเกิดสำนึกแล้ว การขยายแนวคิดไปสู่พ่อแม่เขาก็ง่ายขึ้น ที่สำคัญเราต้องย้ำว่าป่าโกงกางนี้มันคือชีวิต ถ้าป่าตาย ชีวิตเราก็ตายไปด้วย” …แกนนำอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่เคยเจอ “สึนามิ” ทิ้งท้าย

44444

หลังวิกฤติใหญ่มา-ปัญญาก็เกิด วันนี้ผู้คนในหลาย ๆ พื้นที่ด้านชายฝั่งทะเลอันดามันตระหนักแล้วว่า “ป่าชายเลน” ทั้งเป็น “อู่ข้าว-อู่น้ำ” เป็นตู้กับข้าว-แหล่งทำกิน และยังเป็นเสมือน “กำแพงแก้ว-แนวกันชนคุ้มชีวิต” กันภัยธรรมชาติ วันนี้วิถีชีวิตของพวกเขากลุ่มนี้จึงรักป่าชายเลน…สยบความกลัวสึนามิ !!.

‘เงิน…ซื้อจิตสำนึกไม่ได้’

หนึ่งในโครงการที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สึนามิ คือ “โครงการชีวิตใหม่หลังสึนามิ” ที่บริษัท เนสท์เล่ (ประเทศไทย) ทำงานร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่ง “นภดล ศิวะบุตร” ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ เนสท์เล่ บอกว่า โครงการนี้ทำมาได้ 3 ปีแล้ว เน้นไปที่การช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืน รวมถึงการปลูกจิตสำนึกชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ด้วยกิจกรรมอาทิ ธนาคารต้นไม้ ธนาคารหมู่บ้าน ธนาคารเรือ เป็นต้น โดยอาสาสมัครที่ลงไปทำงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานของบริษัท

คนที่ลงไปทำงานตรงนี้ ไม่ใช่ใครอยากไปก็ไป ต้องผ่านระบบการคัดเลือก เพื่อให้ได้คนที่มีใจจะทำงานตรงนี้จริง ที่สำคัญต้องเป็นการลงไปแบบคนที่พร้อมจะไปเป็นลูกน้องชาวบ้าน ไม่ใช่ไปด้วยมาดของความเป็นเจ้านายจากในเมือง ต้องพร้อมจะเรียนรู้ พร้อมที่จะศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อทำงานแทนบริษัททางด้านความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ “จิตสำนึกสาธารณะ” งานด้านที่ “แม้จะมีเงิน…ก็ซื้อผลงานไม่ได้”

“มองในแง่ธุรกิจอาจดูไม่คุ้ม แต่ถ้ามองในแง่การเรียนรู้ ถือว่าคุ้มมาก ซึ่งคนของเราแน่นอนว่าก็ต้องทำงานผูกกับคนตลอด ก็จะเข้าใจคน เข้าใจโลกหลากวิถีมากขึ้น ไม่ใช่มองแต่มุมของตัวเอง การที่มีโอกาสเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น ตรงนี้พูดได้เลยว่าเงินซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องทำ” …ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ เนสท์เล่ ระบุ

และนี่ก็ถือเป็นอีกสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นหลังภัยสึนามิ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: