‘เสียสละ’เพื่ออนาคตชาติ วิถีชีวิต ‘ครูชนเผ่า’ เงินเดือนแค่ 4 พัน..ก็ ‘สุข’

วันที่ 17 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ลึกเข้าไปในป่าเขา พื้นที่ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนหย่อมบ้านดงมะไฟ ซึ่งเป็น 1 ใน 17 โรงเรียนหย่อมบ้านของ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นการบริหารการศึกษาเชิงรุกของโครงการโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ตั้งแต่ พ.. 2548 ณ ที่นี้มีชีวิตของ “ครู” ที่น่าให้ความสนใจ

โรงเรียนหย่อมบ้านดงมะไฟ มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล .6 จำนวน 49 คน มีครู 3 คน และหนึ่งในนี้ก็มี “ครูชนเผ่า” อยู่ด้วย 2 ตำแหน่ง ซึ่งครูชนเผ่าคือครูที่สามารถสื่อสารกับเด็กชนเผ่าด้วยภาษาชนเผ่าและสอนภาษาไทยด้วย ตามเป้าหมายหลักคือ เด็กต้องมีความรู้ และอ่านภาษาไทยเขียนภาษาไทยได้

กับเงินเดือน 4,000 บาท และค่าเดินทางเวลาไปประชุมต่างที่ 1,000 กว่าบาทต่อเดือน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประจำประเทศไทย เทียบไม่ได้เลยกับภารกิจที่แสนจะยิ่งใหญ่ แต่คุณครูกลับไม่กังวลกับรายได้อันน้อยนิด ต่างสนุกสนานกับการสอนเด็กชาวเขาชาวดอย

ครูอิ๋วอาทิตยา จินาวงค์” อายุ 23 ปี ครูชนเผ่า เป็นชาวไทยใหญ่ที่ อ.ปาย ปัจจุบันรับผิดชอบเด็กอนุบาล 1-2 และเด็กฝาก จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นเด็ก ๆ เผ่ามูเซอดำ โดยครูอิ๋วบอกกับทีม “วิถีชีวิต” ด้วยความดีใจว่า เด็ก ๆ ทุกคนพูดไทยได้หมดแล้ว เหลือแค่เด็กฝากเท่านั้นที่ยังพูดไม่ค่อยได้

ปกติครูชนเผ่ารับวุฒิการศึกษา ม.6 เท่านั้น แต่ครูอิ๋วจบชั้นอนุปริญญาที่วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน (.ปาย) และฝึกสอนที่โรงเรียนหัวแม่เมือง 1 เทอม ก่อนจะมาเป็นครูชนเผ่าได้ 2 ปีแล้ว และเธอมีแผนที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (แม่ฮ่องสอน) โดยใช้เวลาเสาร์อาทิตย์ไปเรียน

เคยมีความฝันจะเรียนเป็นพยาบาลทหาร แต่ความสูงไม่ถึง จึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายความฝันมาเป็นครู และได้เป็นครูของเด็กชาวเขาชาวดอยด้วยก็ยิ่งรู้สึกดี เพราะการสอนคนที่ไม่รู้ ให้รู้ ด้วยการใช้ชีวิตด้วยนั้น ถือว่าเป็นกุศลอย่างแรง เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ และผลที่ได้ตอบรับกลับมานั้น เป็นความสุขอันประมาณค่ามิได้” ครูอิ๋วกล่าว

กับแผนการเรียนต่อปริญญาตรี ครูอิ๋วบอกว่า ค่าใช้จ่ายปริญญาตรีประมาณ 75,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากอยู่ แต่คิดว่าคงจะไหว เพราะแม้เงินเดือนจะน้อย แต่ก็พยายามจะไม่ใช้จ่ายอะไรมากมาย เพราะที่นี่ปลูกข้าวและผักกินเอง ส่วนที่พักโรงเรียนก็มีให้อยู่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก และชาวบ้านที่นี่แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่น้ำใจก็มากมายเหลือล้น เรื่องอดอยากนั้นคงไม่ต้องห่วง เรื่องที่พักอาศัยก็พร้อม ค่าใช้จ่ายหลักก็เพียงแค่ค่าน้ำมันไปกลับบ้านที่ อ.ปาย ในวันศุกร์เย็นและวันจันทร์เช้าเท่านั้นเอง ที่เหลือก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ด้าน “ครูประยูร วงษ์มูล” อายุ 45 ปี คุณครูที่หย่อมบ้านดงมะไฟอีกคนที่ทำงานอยู่ในตำแหน่ง “ครูชนเผ่า” เช่นกัน รายนี้เป็นคนไทย 100% ไม่มีเชื้อสายชนเผ่าใด แต่ก็มีใจรักที่จะเป็นครูชนเผ่า เธอเป็นชาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเพิ่งจะมาสอนได้ไม่ถึงเดือน ตามคำชักชวนของครูอิ๋ว ซึ่งเธอบอกว่าพื้นเพเดิมไม่ได้เป็นคนมีความรู้อะไร เป็นชาวนาชาวสวน จับจอบจับเสียมมานาน แต่มุมานะกู้เงินไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน จนจบ ม.6 และเรียนจบปริญญาตรีด้านการศึกษาประถมวัยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏแม่ฮ่องสอน

ปัจจุบันครูประยูรยังเป็นหนี้อยู่กว่า 100,000 บาท และมีภาระส่งเสียลูกสาววัย 16 ปีอีกคนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนปายวิทยาคาม ซึ่งเธอบอกว่าอยากให้ลูกจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ก่อนหน้าที่จะมาทำงานในตำแหน่งครูชนเผ่าที่นี่ ครูประยูรเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนอนุบาลปายมาก่อนประมาณ 3 เดือน ส่วนการสอนที่นี่เธอบอกว่าไม่ได้ยากลำบากอะไร “ทำทุกอย่างด้วยความรัก และความสงสารเด็ก ๆ ได้รับการสั่งสอนจากครูมาอีกทีว่า ให้รักลูกของเขา เหมือนลูกของเรา”

ครูประยูรบอกว่า ตนเองก็มีลูกเหมือนกัน จึงเข้าใจข้อนี้ดี จึงสอนทุกอย่างแบบไม่ปิดบังความรู้ และก็น่าจะถือว่าทำได้ดี เพราะเด็ก ๆ สนุกกับการเรียน ซึ่งเมื่อครูไม่ใจร้าย เด็กก็เรียนรู้เรื่อง แต่ถ้าหากใจดีมากเกินไป เด็กก็จะเหลิงเกินไป ซึ่งข้อนี้ก็ต้องคอยระวังด้วย ต้องดูพฤติกรรมกันไป และหากเด็กชักมีแนวโน้มว่าจะเหลิงไม่ใส่ใจเรียนรู้ ก็อาจจะต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นหน่อย เพื่อให้เด็กอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ปัจจุบันครูประยูรสอนเด็กชั้น ป.1 และ ป.2 จำนวน 15 คน โดยสอนให้เด็กรู้ภาษาไทย อ่านออกเขียนได้ เช่น สอนพยัญชนะไทย สอนให้คิดเลขได้ รวมไปถึงการสอนเชิงบูรณาการ เช่น เกษตร กรรม อย่างเช่น การทำแปลงผัก ซึ่งเด็ก ๆ ทุกคนก็จะชอบมาก และเรียนรู้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งคนเป็นครูเองก็มีความสุขไปด้วย

เด็กที่นี่เป็นเด็กดีมีน้ำใจ ช่วยดูแลกันเอง ไม่ทะเลาะกัน การช่วยเหลือคุณครูก็ดี เวลาลงแปลงเกษตร ถอนหญ้า ขุดดิน แม้เลยเวลาเรียนไปแล้วเด็ก ๆ ก็เต็มใจจะอยู่ทำต่อ” ครูประยูรเล่า

และทิ้งท้าย “คนชนเผ่า” รายหลังนี้ บอกว่า “ทุกวันนี้ครูเองก็พอมีรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัว ซึ่งแม้รายได้ไม่มากแต่ก็พยายามใช้จ่ายให้เพียงพออย่างพอเพียง ก็พร้อมจะสู้ต่อไปกับการทำงานเป็นครูที่นี่ เพื่ออนาคตของเด็ก”.

บทเรียนชีวิตจากเด็กดอย

สำหรับการเรียนการสอนเด็กชนเผ่า ครูอิ๋วแจกแจงว่า เด็กชั้นอนุบาลไม่เน้นการเรียนการสอนมาก แต่จะต้องเรียนรู้ภาษาไทยให้ได้เป็นพื้นฐาน ดังนั้น การเรียนการสอนจะต้องสนุกสนาน และมีเป้าหมายว่าต้องการให้เกิดผลอย่างไร แต่ละวันจะมีกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ และการร้องรำทำเพลง กิจกรรมวงกลม หรือสนทนาพูดคุยระหว่างครูและนักเรียนเกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนในสัปดาห์นั้น ๆ และกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างกีฬาฟุตบอล การวิ่ง เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ในช่วงบ่ายก็ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วก็นอนพักผ่อน ตื่นขึ้นมาก็อาบน้ำ สระผม และทานนมในช่วงเย็น แล้วก็กลับบ้าน

อยากจะสอนแบบโครงงานที่บูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน แต่ติดขัดที่งบประมาณไม่เพียงพอ ดังนั้นสื่อการสอนทุกชิ้นที่ได้มานั้นก็ใช้ให้ได้เต็มที่ และพยายามให้เด็ก ๆ ช่วยกันรักษา”

ครูอิ๋วบอกด้วยว่า เด็กที่สอนที่ดูแลอยู่เป็นเด็กดี มีน้ำใจ และมีคุณธรรม ช่วยเหลือครูด้วยความเต็มใจเสมอ แม้จะเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ บางทีครูซื้อของขึ้นมาจากในเมือง แต่ขึ้นมาไม่ได้เพราะหนทางลำบากจากฝนตก เด็กชั้นโต ๆ หน่อยก็จะลงไปช่วยครูถือของเดินขึ้นมา ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจ คิดว่าเมื่อตนเองเรียนจบปริญญาตรีแล้วก็คงจะไม่ไปไหน เพราะ 2 ปีที่ผ่านมารู้สึกผูกพันกับเด็ก ๆ มาก “บทเรียนแห่งชีวิตบทนี้ สอนให้รู้ว่าเมื่อเรารักใครด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาก็รักเราด้วยความจริงใจเช่นกัน” ครูชนเผ่าคนนี้กล่าว.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: