ต่อยอดเทคนิคผลิตใช้ ‘พลังงานชีวมวล’ ไม้-หญ้า..สู้น้ำมันแพง

การศึกษาวิจัย “พลังงานทดแทน” ชนิดต่าง ๆ นั้น ในยุคน้ำมันมหาแพง ปัจจุบันในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินการกันอย่างขะมักเขม้น รวมถึงที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่าง 15-23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางคณะของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย วุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พร้อมด้วย ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ ผอ.สวทช. ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย ในงานไอโบ 2008 ณ เมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการไปศึกษาดูงานด้านพลังงานทดแทนของสหรัฐด้วย เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ในประเทศไทย

มีการโฟกัสไปที่ “พลังงานชีวภาพ-พลังงานชีวมวล”

ที่ทางผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะนำว่าเหมาะสมกับไทย…

ทั้งนี้ หลักการพลังงานชีวภาพหรือพลังงานชีวมวล คือการใช้วัสดุอินทรีย์ ใช้พืช เป็นเชื้อเพลิง โดยอาศัยเทคโนโลยี เช่น การสะสมก๊าซ การเปลี่ยนเป็นก๊าซ การเผาไหม้ การย่อยสลาย (กรณีของเสียเปียก) ซึ่งเมื่อชีวมวลถูกใช้เพื่อผลิตพลังงานในวิธีการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ของเหลวที่เป็นพลังงานชีวมวลนั้น อาจจะเป็น “เอทานอล” หรือ “น้ำมัน” ก็ได้ ซึ่งในต่างประเทศกำลังเร่งวิจัยเพื่อสร้างเทคนิคใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือได้ของเหลวมากที่สุด ได้ของเหลวที่มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย (ริเวอร์ไซค์) มีการเอาเซลลูโลสจากไม้มาใช้ โดยใช้เอนไซม์ย่อย เป็นน้ำตาล เซลลูโลสเป็นน้ำตาล น้ำตาลหมักเป็นแอลกอฮอล์

แล้วก็นำแอลกอฮอล์กลั่นเป็นน้ำมัน

“ทางมหาวิทยาลัยนี้มีของเหลือทิ้งเยอะมาก ทุกวันนี้เขาสามารถพัฒนามาใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมถึง 2 ใน 3 และยังเอาเซลลูโลสมาทำเป็นมีเทน คล้ายที่ญี่ปุ่น ผ่านกระบวนการควบแน่น เอาไม้มาให้ความร้อน ผสมกับน้ำ ระเหยเป็นซินแก๊ส ผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา และกลั่นเป็นดีเซลในที่สุด ซึ่งหยดเป็นน้ำมันออกมาให้ดูเลย”

…รมว.วิทยาศาสตร์ฯระบุ และยังบอกอีกว่า… “น่าทึ่งมาก และทางมหาวิทยาลัยแนะนำว่าเหมาะสมกับเมืองไทยมาก เพราะเมืองไทยมีเครื่องยนต์-เครื่องจักรที่เป็นเครื่องดีเซลมาก ซึ่งของเหลือใช้หากสามารถทำเป็นดีเซล ก็จะเป็นประโยชน์  ถือว่าเขารู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับไทย”

ปัจจุบันโปรเจคท์ของมหาวิทยาลัยนี้อยู่ในระดับห้องแล็บ ตอนนี้ยังต้องใช้ระยะเวลาศึกษาอีกพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าทางสหรัฐมีแผนที่จะเข้ามาทำระดับโรงงานในประเทศไทยในเชิงพาณิชย์ ซึ่งความสามารถในระดับเทคนิคในเรื่องนี้ของสหรัฐนั้นสอดคล้องกับที่ญี่ปุ่นทำ แต่แตกต่างกันที่ปริมาณน้ำที่เติมในกระบวนการ โดยที่สหรัฐเติมมากกว่าญี่ปุ่น คือไม้ 1 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน ขณะที่ญี่ปุ่นเติมน้ำเพียง 30%

“ไทยเรามีเซลลูโลสมากมาย เพราะไม้เรามีเยอะ ไม้เราก็โตเร็วกว่าที่แคลิฟอร์เนียมาก นอกจากนี้เรายังมีหญ้า ผักตบชวา ไม่เพียงแต่ไม้ หญ้า ผักตบชวา พวกชานอ้อย ทะลายปาล์มน้ำมัน กาบปาล์มน้ำมัน หรือถ่าน ก็ใช้ทำได้ทั้งนั้น และขยะบ้านเราก็มีเยอะแยะ”

รมว.วิทยาศาสตร์ฯแจกแจงต่อไปว่า… อย่างผักตบชวานั้น ควบแน่นง่าย ใช้น้ำเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา น้ำมันที่ได้ออกมาบริสุทธิ์มาก ส่วนหญ้าและไม้ก็เป็นตัวความหวังของไทยเรา เพราะหญ้าเราโตเร็วที่สุดในโลก  ไม้เราก็โตเร็ว ส่วนชานอ้อย ถ้าราคา 500 บาท หากผ่านกระบวนการนี้จะได้ราคาถึง 6,000 บาทต่อตัน ขณะที่กาบปาล์มที่ทำน้ำมันได้ กาบปาล์ม 1 กาบจะกลั่นน้ำมันได้ 1 ลิตร ซึ่งมูลค่าก็จะตกกาบละประมาณ 40 บาท

อย่างไรก็ดี ผลผลิตสุดท้ายเมื่อเทียบระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น        ไม้ 1 ตัน ที่สหรัฐทำดีเซลได้ 160 ลิตร ญี่ปุ่นทำได้ 200 ลิตร ซึ่งขณะนี้ไทยเราจะซื้อเครื่องจากญี่ปุ่นในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ราคาประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาในเรื่องนี้ เพื่อมาศึกษาวัสดุ รูปร่าง ความร้อน ความดัน ตัวเร่งปฏิกิริยา สิทธิบัตร โดยที่ “นักวิจัยของไทยมีความพร้อม” เรื่องความรู้ แต่ต้องต่อยอดศึกษาเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อประสิทธิภาพที่สูงสุด

พร้อมกันนี้ รมว.วิทยาศาสตร์ฯยังบอกอีกว่า… จากการไปดูงาน ที่ญี่ปุ่น สหรัฐ และแคนาดา ทุกที่ให้ความสำคัญในการใช้ไม้ทำเป็นพลังงาน อย่างที่มหาวิทยาลัยบริติช-โคลัมเบีย แคนาดา ก็ได้รับทุนเพื่อใช้ขยายการศึกษาวิจัยให้ใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เพราะรัฐบาลเขาเห็นว่าเรื่องนี้จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้มาก ไม้ชิ้นเล็ก ๆ ขายไปทั่วยุโรป เป็นสินค้าส่งออกของแคนาดา เป็นพลังงานความร้อน รัฐบาลจึงให้ทุนวิจัยยาวนาน

“ทางสหรัฐก็ยืนยันถึงเทคโนโลยีว่าการใช้ไม้ทำเป็นดีเซลน่าจะเหมาะกับเมืองไทยที่สุด และเรื่องเทคนิคตอนนี้ไทยเราก็เปรียบเทียบระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น ดูว่าใครทำได้อย่างประหยัดกว่ากัน ต้องมาประชุม กันอีกครั้งว่าแบบใดจะเหมาะกับไทยเรา เพื่อจะให้นักวิจัยทำงานให้ตรงเป้า ซึ่งที่เราจะซื้อเครื่องจักรจากญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้ผลิต เพราะยังติดสิทธิบัตรอยู่ ต้องรอเวลาก่อน แต่ระหว่างนี้เราก็จะวิจัยให้รู้ลึกมากขึ้น” …รมว. วิทยาศาสตร์ฯระบุ

สรุปก็คือ “พลังงานชีวภาพ-ชีวมวล” นั้นน่าสนใจ

เมืองไทยมีความพร้อม…ทั้งด้านวัตถุดิบ-บุคลากร

หากสามารถผลิตใช้เชิงพาณิชย์ได้เร็ว…ก็จะดี !!.

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: