รักษาสิวด้วยน้ำมะนาว

วันจันทร์ ที่ 03 สิงหาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ทราบหรือไม่ว่า น้ำมะนาวก็สามารถช่วยรักษาสิวได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก…

วิธีทำ เริ่มจากล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นบีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก แล้วนำมาป้ายลงบนสิว ทิ้งไว้ทั้งคืน แล้วล้างออกในตอนเช้า หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวแรงเกินไป อาจจะผสมน้ำให้เจือจางก็ได้ วิธีนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล

เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องสิวก็จะหายไป.

Leave a comment »

กลับสู่ความเป็นหนุ่มสาวได้ โดยไม่ต้องพึ่งมือหมอ

โดย ทีมข่าวไลฟสไตล์
13 กรกฎาคม 2552
ร่างกายของคนเราถูกสร้างมาให้สามารถซ่อมแซมตัวเอง และสามารถกลับสู่ความเป็นหนุ่มสาวได้โดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือฮอร์โมนเข้ามาซ่อมแซม แต่งเติม คุณก็สามารถมีอายุยืนยาวได้ ด้วยความลับจากตำรับสมุนไพรจีน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับคุณรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้งแล้ว ยังช่วยชะลอความแก่ และกระตุ้นให้ร่างกายของคุณสร้างพลังงานได้มากขึ้นด้วย

นี่คือ 4 ความลับที่จะช่วยให้คุณคืนสู่ความเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง

1.ใช้ชาเขียวเพื่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์
การคุณดื่มชาเขียว 1 แก้วเป็นประจำทุกเช้าหลังจากตื่นนอน จะทำให้คุณรู้สึกกระชุ่มกระชวยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น จากผลการวิจัยระบุว่าชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และภาวะความเสื่อมถอยของจิตใจ เนื่องจากในชาเขียวอุดมไปด้วยโพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และ กระบวนการคิดที่หลักแหลม

นอกจากนี้เจ้าโพลีฟีนอลยังมีประโยชน์มหาศาลต่อระบบสมองมากกว่าชาดำธรรมดาถึง 4 เท่า ซึ่งแม้ผลการศึกษาจะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่กระบวนการของชาเขียวก็สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ อีกหนึ่งคุณประโยชน์ของชาเขียวคือ มันช่วยไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องได้ด้วย

2.เติมแมกนีเซียมเพิ่มพลัง
โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่มักได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ทั้งที่จริงๆแล้วคุณสามารถได้รับแมกนีเซียมจากถั่วและเมล็ดพืช เช่นเมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน อัลมอนด์ ซึ่งเจ้าแมกนีเซียมยังช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ปกป้องผิวของคุณจากการทำลายของแสงยูวี และบรรเทาอาการตะคริวที่กล้ามเนื้อ ซึ่งถ้าหากคุณเลือกที่จะรับประทานแมกนีเซียมในรูปแบบของแคปซูน ก็ต้องได้รับอย่างน้อย 500 มิลลิกรัม

3.กระวานเพิ่ิมความสดชื่น
“กระวาน” เป็นสมุนไพรที่มีมานานแล้วในภูมิภาคเอเชีย โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของมัน คือ การเพิ่มการหมุนเวียน และกระตุ้นการทำงานของกรดในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉง รวมทั้งยังช่วยต้านอาการซึมเศร้าจากภาวะอารมณ่ไม่ปกติอีกด้วย

ด้วยคุณประโยชน์ที่รวมอยู่ในหนึ่งเดียวนี้ ทำให้กระวานเป็นหนึ่งในยาขนานเอกที่แพทย์จีนนิยมสั่งจ่ายในใบสั่งยา ซึ่งโดยปกติเราควรได้รับกระวานในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน นอกจากนี้ กระวานยังช่วยลดไข้ ช่วยย่อยอาหารอีกด้วย

4.บรรเทาอาหารตื่นตระหนกด้วยแมกโนเลีย
ชาวอเมริกันหลายล้านๆคนที่ต้องทนกับประสบการณ์สุดเลวร้าย จากอาการความเครียดเรื้อรัง จนทำให้กลายเป็นคนตื่นตระหนก วิตกกังวล นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น และในบางรายอาจมีพฤติกรรมการกินที่ผิดแปลกไป ในบางรายที่ไม่ได้รับการตอบสนองในเรื่องการรับประทานอาหารที่ต้องการ คนเหล่านั้นก็จะหันไปตอบสนองความต้องการของตัวเองด้วยการรับประทานไอศครีม คุกกี้ และช็อกโกแลต ซึ่งเมื่อใดที่วความเครียดมีมากและเรื้อรังขึ้น อาการกินมากเกินไปจะติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณก็น่าจะเดาได้ว่าผลที่ตามมาคืออะไร

เพื่อรักษาอาการดังกล่าว ตามตำรับยาจีนแนะนำให้ใช้แมกโนเลีย เพื่อควบคุมความอยากอาหาร และช่วยให้การทำงานของระบบย่อยเป็นปกติมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดอาการบวม โดยคุณอาจรับประทานเจ้าแมกโนเลียแบบเปล่าๆ หรือนำไปรับประทานร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น

สำหรับใครที่จะนำตำรับสูตรยาจีนไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อคืนความเป็นหนุ่มสาวให้กับตัวเองอีกครั้งก็ไม่ห่วง เพราะคุณจะได้รับผลลัพธ์ทน่าประหลาดใจตามมา

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย http://www.yahoo.com

Leave a comment »

ป้องกันก่อนถูก ‘ฟ้าผ่า’ เรื่องง่าย ๆ ไม่ควรมองข้าม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฤดูฝนเวียนผ่านเข้ามาอีกหน ดูเหมือนปีนี้ “ฟ้าแรงเอาเรื่อง”เพราะแค่เริ่มต้นฤดู ฟ้าก็ผ่าคร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วหลายคน ทำเอาพวกที่ชอบสาบานหนาว ๆ ร้อน ๆ กันเป็นแถว และเกิด  คำถามมากมายถึง “สื่อล่อฟ้า” อย่าง ตะกรุด โทรศัพท์มือถือ  ว่าผู้ที่มีไว้ครอบครองเสี่ยงต่อการ ถูกฟ้าผ่าหรือไม่ ?

จากอดีตที่ผ่านมาปรากฏการณ์ฟ้าผ่าก่อให้เกิดความเชื่อมากมาย เช่น โลกตะวันตกกล่าวถึงสายฟ้าคือ อาวุธของเทพซีอุส (Zeus) อันเป็นเจ้าแห่งเทพ  ทั้งหมด ส่วนคนไทยมีเรื่องเล่าของยักษ์รามสูรและนางเมขลา ซึ่งนอกจากเรื่องเล่ามากมายแล้ว “ฟ้าผ่า” ยังส่งผลให้เกิดความ สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอีกด้วย

อ.คมสัน เพ็ชรรักษ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสื่อล่อฟ้าที่ทำให้คนได้รับผลกระทบว่า หากมองถึงวัตถุที่เป็นตัวทำให้ฟ้าผ่าใส่มนุษย์คือ วัตถุที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไป โดยเฉพาะสิ่งของเหล่านั้นมีลักษณะปลายแหลม เช่น ร่มที่ด้านปลายบนสุดเป็นเหล็กแหลมซึ่งเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดีหากอยู่ในที่โล่งแจ้ง

อย่างการที่ฟ้าผ่ามาบนตึกส่วนใหญ่สังเกตได้ว่า มักผ่าบริเวณส่วนที่เป็นมุมของตึก ซึ่งเสมือนสิ่งที่ล่อฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหาก คนที่อยู่บนตึกสูงไม่ควรขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าในเวลาฝนตกเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

จากข่าวการเสียชีวิตของผู้สวมตะกรุดและผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ อ.คมสัน มองว่า ไม่น่าจะมีส่วนทำให้ฟ้าผ่าบุคคลดังกล่าวเพราะปกติสายฟ้าที่ผ่าลงมายังคนมักเกิดจากวัตถุที่อยู่เหนือศีรษะ ซึ่งการไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่หรือใต้เสาไฟฟ้าในที่โล่งอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ขณะเดียวกันการใช้โทรศัพท์มือถือค่อนข้างมีความเป็นไปได้น้อยในการเป็นสื่อล่อฟ้า เนื่องจากมีคลื่นความถี่ต่ำ แต่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเวลา  ฝนตกอาจได้รับอันตรายจากแบตเตอรี่ระเบิด เพราะเมื่อน้ำฝนเข้าไปยังขั้วแบตจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นจากการศึกษาโลหะต่าง ๆ ไม่อาจเป็นวัตถุล่อฟ้าได้หากไม่อยู่เหนือศีรษะมนุษย์

“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่ามักมีร่างกายที่เปียกเพราะการถูกฟ้าผ่าผู้ที่ได้รับอันตรายมีผลเหมือนการถูกไฟฟ้าช็อต ดังนั้นการที่ร่างกายเปียก ก็เป็นอีกตัวกระตุ้นให้กระแสไฟจากฟ้าผ่าคร่าชีวิตได้”

ด้านแนวทางป้องกันเพื่อให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า อ.คมสัน กล่าวว่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใต้วัตถุที่มีความสูงในที่โล่ง เช่น เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น แต่หากหาที่กำบังมั่นคงไม่ได้ควรทำตัวให้ต่ำที่สุดโดยการนั่งยอง ๆ เก็บแขนและมือไว้บนตัก ไม่ควรหมอบหรือนอนราบไปกับพื้นเพราะหากฟ้าผ่ามาบริเวณใกล้เคียงน้ำบนพื้นอาจเป็นตัวนำกระแสไฟทำอันตรายได้

ส่วนอีกกรณีคือ การที่คนนั้นสวมใส่โลหะต่าง ๆ แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้โลหะที่สวมอยู่หลอมละลายอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เช่น ที่ผ่านมามีผู้เคราะห์ร้ายสวมใส่ทองยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง รัศมีความร้อนของสายฟ้าทำให้สร้อยทองที่สวมอยู่หลอมละลาย พอตรวจชันสูตรศพดูแล้วพบว่า เหตุจากการเสียชีวิตเกิดจากการได้รับความร้อนจากวัตถุบริเวณต้นคอ
พื้นที่เสี่ยงต่อการโดนฟ้าผ่าส่วนใหญ่เกิดบริเวณบนภูเขาสูง ที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุมมาก และในกระท่อมซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานที่โล่งแจ้ง บริเวณเหล่านี้ประชาชนควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความ เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

อ.คมสัน กล่าวถึงการสังเกตฟ้าผ่าที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ว่า ฟ้าผ่า เกิดจากสายฟ้าที่วิ่งอยู่ในก้อนเมฆมีทั้งประจุ บวกและลบแลบออกมาเพื่อหาวัตถุเหนี่ยวนำบนพื้นโลก ซึ่ง ทำให้เกิดฟ้าผ่า สามารถแยกปรากฏการณ์ฟ้าผ่าได้ด้วยลักษณะดังนี้ 1.ฟ้าผ่าขึ้น สังเกตจากเส้นสายฟ้าที่ผ่าลงมามีลักษณะผ่าจากล่างขึ้นไปบน ส่วนใหญ่เกิดจากตึกที่มีขนาดสูง 2.ฟ้าผ่าจากบนลงล่าง ซึ่ง 80% มักเกิดในรูปแบบนี้ และมีอันตรายต่อมนุษย์ สามารถสังเกตจากเส้นฟ้าผ่า    มีลักษณะจากบนลงมาล่าง ขณะเดียวกันหากเห็นกลุ่มก้อนเมฆ กำลังเคลื่อนตัวมายังบริเวณที่  ยืนอยู่ควรรีบหาที่กำบังเพราะเป็นอีกสัญญาณอันตราย

“อานุภาพของฟ้าผ่ามีกระแสไฟฟ้าที่สูง เทียบได้เท่ากับการผ่าหนึ่งครั้งสามารถทำให้หลอดไฟสว่างได้ถึง 2 นาที หากมนุษย์โดนโดยตรงมีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่หากอยู่ในรัศมีอาจได้รับบาดเจ็บและหูหนวกได้”

ด้านคนที่ต้องขับรถขณะฟ้าผ่ามีโอกาสได้รับอันตรายน้อย เพราะเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาบนหลังคารถจะไหลลงไปยังพื้นดิน แต่ในบางรายที่ผู้โดยสารนั่งอยู่ในกระบะหลังกลางแจ้งย่อมทำให้เกิดอันตราย

อ.คมสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ประชาชนทำตามคำ แนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะหาก ประสบเคราะห์ร้ายเหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง ขณะเดียวกันต้องคอยสอดส่องดูแลบุตรหลานในช่วงที่ฝนตก เพราะเด็กหลายคนชอบออกไปเล่นน้ำฝนกลางแจ้ง

ดังนั้นหากทำความเข้าใจและรู้ถึงแนวทางแก้ไขจากการถูกฟ้าผ่า ย่อมเป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตอย่างระมัดระวังจากภัยธรรมชาติ.

ปฐมพยาบาลเบื้องต้น… ช่วยชีวิตคนถูกฟ้าผ่า

การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกฟ้าผ่าคือ 1. หากหัวใจหยุดเต้น (ตรวจโดยเอาหูฟังที่หน้าอกหรือจับชีพจร) ให้ใช้วิธี “นวดหัวใจภายนอก” โดยเอามือกดตรงที่ตั้งหัวใจให้ยุบลงไป 3-4 เซนติเมตร เป็นจังหวะ ๆ เท่าจังหวะการเต้นของหัวใจ (ผู้ใหญ่วินาทีละ 1 ครั้ง เด็กเล็กวินาทีละ 2 ครั้ง) นวด 10-15 ครั้ง เอาหูแนบฟังครั้งหนึ่ง

2. หากไม่หายใจ (ตรวจโดยดูการขยายของซี่โครง   และหน้าอก) ให้ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากหรือทางจมูกของผู้ป่วย โดยการเป่าปาก จับผู้ป่วยนอนหงาย ใช้หัวแม่มือง้างปลายคางผู้ป่วยให้ปากอ้าออก หากมีเศษอาหารหรือวัสดุใด ๆ ให้ล้วงออกให้หมด แล้วจับศีรษะให้เงยหน้ามาก ๆ ผู้ช่วยเหลืออ้าปากแล้วประกบกับปากผู้ป่วยให้สนิท และเป่าลมเข้าไปอย่างแรงจนปอดผู้ป่วยขยายออก (ซี่โครงและหน้าอกพองขึ้น) แล้วปล่อยให้ลมหายใจของ  ผู้ป่วยออกเอง แล้วเป่าอีก ทำเช่นนี้เป็นจังหวะ ๆ เท่ากับจังหวะหายใจปกติ (ผู้ใหญ่นาทีละ 12-15 ครั้ง เด็กเล็กนาทีละ 20-30 ครั้ง) ถ้าเป่าปากไม่ได้ให้ปิดปากผู้ป่วยแล้วเป่าเข้าทางจมูกแทน  ถ้าผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจด้วย ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก ถ้ามีผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียวก็ให้เป่าปาก 2 ครั้ง สลับกับการนวดหัวใจ 15 ครั้ง หรือถ้ามีผู้ช่วยเหลือสองคน ก็ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปากเป็นทำนองเดียวกัน โดยเป่าปาก 1 ครั้ง นวดหัวใจ 5 ครั้ง การปฐมพยาบาลนี้ ต้องรีบทำทันที หากช้าเกินกว่า 4-6 นาที โอกาสที่จะฟื้นมีน้อย ขณะพาส่งแพทย์ก็ควรทำการปฐมพยาบาลไปด้วยตลอดเวลา.

ศราวุธ  ดีหมื่นไวย์

Leave a comment »

ร่วมใจรักษ์ป่า ดูแลธรรมชาติรอยต่อภาคตะวันออก

วันที่ 4 พฤษภาคม 2552  จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

จังหวัดจันทบุรี นับเป็น 1 ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกที่ยังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า “ป่าคือมณีมีค่าล้ำ” คำนิยามนี้ ไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่อความเพลิดเพลินอย่างแน่นอน  หลังจากที่มนุษย์โลกได้บ่อนทำลายธรรมชาติไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่มองถึงอนาคต จะด้วยเหตุผลมากมายที่แตกต่างกันก็ตาม มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีวิวัฒนา   การเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดได้อย่างรวดเร็วในขณะเดียวกัน มนุษย์ก่อสร้าง การทำลายตัวเองก็ติดตามกับการเรียนรู้ในการอยู่รอด มนุษย์โลกมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตรงข้ามกับสัตว์ป่าที่มีประชากรลดน้อยลงเป็นมุมกลับ เหตุผลหลักและศัตรูที่ร้ายกาจของสัตว์ป่าคือมนุษย์นั่นเอง เมื่อมีการขยายเพิ่มจำนวนมนุษย์มากขึ้นก็เกิดการแย่งที่อยู่อาศัยกันขึ้นตามทฤษฎีของการอยู่รอดนั่นคือการสร้างปัจจัย 4 สิ่งที่อยู่อาศัย จึงมีความจำเป็นต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อความอยู่รอด จนก่อให้เกิดวิกฤติโลกร้อน หากจะเอ่ยบทความดังกล่าวแล้วมนุษย์ไม่ผิดที่จะต้องทำลายป่าเพื่อความอยู่รอด แต่ปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาการสูงขึ้นจากการทำเพื่อความอยู่รอดของตนเองเป็นทำเพื่อความอยู่รอดของนายทุนอีกประการหนึ่ง

ป่าคือประติมากรรมของธรรมชาติ ที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อเกลี่ยความสมดุลของหลากหลายชีวิต คน สัตว์ ต้นไม้ ลำธาร รวมเป็นธรรม ชาติ ทุกสิ่งที่เอ่ยมานี้ล้วนต้องพึ่งพากันขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ แต่ปัจจุบันนี้สัญญาณเตือนภัยได้เริ่มขึ้นแล้ว คือวิกฤติโลกร้อน สาเหตุที่มาจากน้ำมือมนุษย์ปฏิเสธที่จะเกลี่ยความสมดุลของธรรมชาติ คือการเอาเปรียบป่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าแต่ไม่มีการสร้างป่าทดแทน จนทำให้พื้นที่ป่าที่มีหน้าที่ดูดซับความร้อนลงสู่พื้นดิน สร้างไอน้ำขึ้นเป็นเกราะกันร้อน หมดไปนั่นเอง ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…การที่จะมีต้นน้ำลำธารไปชั่วกาลนานนั้นสำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำลำธาร…”

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ได้ประกาศจัดตั้งตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 200 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2515 ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลทับไทร ตำบลทรายขาว อำเภอโป่งน้ำร้อน ปัจจุบันทรายขาว เป็น อำเภอสอยดาว ตำบลฉมัน ตำบลตะเคียนทอง และตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 745 ตารางกิโลเมตร หรือ 465,602 ไร่ จากรายงานการสำรวจการบุกรุกถือครองพื้นที่ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เมื่อปี 2547 พบว่ามีราษฎรเข้าถือครองพื้นที่จำนวน 3,955 ราย เนื้อที่ 78,261-0-9 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 16.81 ของพื้นที่ จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 32 ปีที่ผ่านมาปัญหาการบุกรุกพื้นที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการปราบปรามจากหน่วยงานของรัฐก็ตาม ทหารพรานนาวิกโยธินและเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว นั้นกำลังพลยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาที่หนักอึ้งอันนี้ได้ ซึ่งการที่จะให้ราษฎรทิ้งที่ทำกินแม้จะได้มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่านั้นเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากและการใช้ไม้แข็งเข้าใส่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรนัก นายอยู่ เสนาธรรม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จึงได้ประสานไปยัง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดกองทัพเรือ โดยได้มอบหมาย ให้ นาวาเอกรัตนะ วงษาโรจน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ โป่งน้ำร้อน ร่วมจัด โครงการอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก อันเนื่องมาจากพระ ราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นเพื่อเป็นการสกัดไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเขตรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวัน ออก โดยจันทบุรี ดูแล  5 อำเภอทหารพรานนาวิกโยธินรับผิดชอบ 2 อำเภอ คือ โป่งน้ำร้อน-สอยดาว ที่มีแนวป่าติดต่อกัน และเพื่อเป็นการ สกัดกั้นไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าแห่งนี้อีกต่อไปอย่างถาวร เสมือนหยุดเลือดไม่ให้ไหลออกจากร่างกาย จึงต้องห้ามเลือด โดยการสร้างแนวสกัดป้องกันการบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ด้วยวิธีจัดแบ่งเขตด้วยการทำความเข้าใจกับราษฎรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องนำเจ้าของที่เข้าชี้จุดของตนเองอย่างชัดเจนแล้ว ทำแนวกันชน ขนาดกว้าง 4-6 เมตร ชี้ชัดเจนว่าจุดไหนคือป่าจุดไหนคือที่ทำ กินของชาวบ้าน สำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแนวกันชนสกัดกั้นการบุกรุกพื้นที่ป่าฯเพิ่มขึ้นสร้างความชัดเจนให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติ งาน เพื่อเป็นเส้นทางตรวจการณ์และลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ สร้างการ  มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา 3,955 ราย บริเวณพื้นที่ถูกบุกรุกด้านอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอแก่งหางแมว ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร กลยุทธ์ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก นาย  พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่รับผิดชอบโครงการเป็นอย่างดี จนทำให้โครงการฯบรรลุเป้าหมาย ทุกฝ่ายต่างพึงพอใจยิ้มรับกับความเป็นจริงและได้รับความร่วมมือจากราษฎรในพื้นที่ 100% นับเป็นสัญญาณแจ้งอนาคตที่ดีว่าในอีกไม่นานนี้เราจะหยุดการทำลายป่าได้ด้วยจิตสำนึกของพวกเราเอง มนุษย์ ป่า สัตว์ป่า จะคงยังต้องพึ่งพาอาศัยกันตลอดกาล.

พิทักษ์ สัตยะสัจจา

Leave a comment »

วิธีกระชับหน้า

วันที่ 31 มีนาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ใครที่รู้สึกผิวหน้าอ่อนล้า วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีกระชับหน้าให้สดชื่นมาฝากกัน…

1. เริ่มต้นจาก การล้างหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งในการขจัดสิ่งสกปรกที่เจอมาทั้งวัน ด้วย Cleansing Gel (สำหรับหญิงสาวที่แต่งหน้าบางๆ) ลูบไล้เบาๆในขณะที่ผิวหน้าแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือ Cleansing Cream (สำหรับผู้ที่แต่งหน้ามาก) ที่ใช้ลูบไล้บนใบหน้าแล้วคลึงเพียงเบา และเช็ดออกเบาๆด้วยกระดาษทิชชู

2. หลังจากนั้นทำความสะอาดผิวหน้าด้วย สบู่ Crystal Soap เพื่อขจัดคราบและสิ่งสกปรกทั้งหมด แล้วเช็ดหน้าให้แห้ง

3. ปลุกผิวที่อ่อนล้าให้ตื่น พร้อมกระชับรูขุมขน ด้วย Pore Mist คล้ายโทนิกที่ให้ความสดชื่น แก่ใบหน้า เพียงฉีดพรมบน ใบหน้าให้ทั่ว แล้วลูบไล้เบา ๆ

4. ดวงตาและผิวรอบดวงตาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะริ้วรอย ผิวคล้ำ และถุงใต้ตา ที่เป็นปัญหาหนักใจ ใช้ Eye Lift ลูบไล้เฉพาะใต้ตาจากหัวตาจรดหางตา เพื่อป้องกัน

5.หลังจากนั้นบำรุงผิวหน้าด้วย Forever Radiant โลชั่นเนื้อบางเบาที่ปรับผิวให้สว่างใส แก้ปัญหาฝ้า ด้วยการลูบไล้ เนื้อครีมเบา ๆ ทั่วผิวหน้าตั้งแต่คางขึ้นไปจรดหน้าผาก เช้า-เย็น

6. ลบเลือนริ้วรอยด้วย Forever Young หลังจากบำรุงผิวหน้าแล้ว ก็ต้องยกกระชับและลบเลือนริ้วรอยด้วยครีมบำรุง

7. ต่อจากนั้น ปกป้องแสงแดดด้วย Forever Shield ครีมสูตรพิเศษที่ปกป้องผิวด้วยแร่ไททาเนียมไดอ๊อกไซด์ และ ซิงค์ออกไซด์ จากธรรมชาติ 100% เพราะแสงแดดที่จัด ทำให้ผิวหน้าเสื่อมเร็วและก่อให้เกิดปัญหาฝ้า แล้วเติมแป้งแต่งหน้าได้ตามต้องการ

8. ปิดท้ายด้วย Lifting Mist สเปรย์ยกกระชับผิวหน้า ที่มีส่วนผสมของเมล็ดแอบเปิ้ล และเมล็ดลูกพลัม กับสารสกัด จากเห็ด Kombuska ใช้ฉีดพรมทั่วหน้าหลังจากแต่งหน้าเสร็จ โดยไม่ต้องเติมแป้งทับ

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากให้ผิวหน้ากระชับสดชื่น ก็นำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

Leave a comment »

เปิดต้นกล้าอาชีพแก้ปัญหาว่างงาน

วันที่ 23 มีนาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สร้างโอกาสให้คน

“นายกฯ”เปิดโครงการ”ต้นกล้าอาชีพ”เผยทุ่มงบ 6.9 พันล้าน สร้างโอกาสให้ประชาชน 5 แสนคน ชี้เตรียมเสนอกรอบเจรจากู้เงิน 7 หมื่นล้าน ยันจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ระบุทุกประเทศทำเหมือนกันหมด วอนคนไทยอย่าตกใจ ยันหลังเศรษฐกิจโลกฟื้น มีเงินใช้หนี้ได้แน่ พร้อมเล็งขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ แต่ไม่คิดขายทรัพย์สินของชาติ คาดเตะฝุ่นปีนี้เกินล้านคน แต่มีแผนรองรับไว้แล้ว พร้อมชงครม. เศรษฐกิจ เล็งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.4 ล้านล้าน วอนประชาชนช่วยจับตา ขายต่อเช็คช่วย ชาติราคาถูก แจ้งได้ทันที ด้าน “ประธานสภาลูกหนี้กู้วิกฤติชาติ” เชิญลูกหนี้ทั่วประเทศ รวมพลหน้าทำเนียบฯ 24 มี.ค. หวังดัน “โครงการพยาบาลรักษาหนี้” ให้รัฐบาลพิจารณา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว  ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ  อภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ โดยเป็นการถ่ายทอดสดมาจากอิมแพ็ค เมืองทองธานี ก่อนเป็นประธานเปิดงานโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ว่าโครงการต้นกล้าอาชีพถือเป็น 1 ในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะตลอดเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมามีความห่วงใยกันมากเรื่องปัญหาการตกงานจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว ดังนั้นนอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลคือ การดูแลเพื่อรองรับปัญหานี้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงาน ก็ได้ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนรัฐบาลก็ได้จัดโครงการพิเศษ  “ต้นกล้าอาชีพ” ขึ้น ตามงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีที่ได้ผ่านสภามากว่า 6.9 พันล้านบาท โดยจะเปิดให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18-60 ปี สมัครเข้ามาเพื่อรับการฝึกอบรม ซึ่งมีหลากหลายด้าน ทั้งงานธุรการ คอมพิวเตอร์ อาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 18-24 ของทุกเดือน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่ว ประเทศ โดยจะมีการประกาศผลในวันที่ 26 มี.ค. นี้ ทั้งนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น จะได้  รับเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะในระหว่างการฝึกด้วย และถ้ากลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาเดิมก็จะมีเงินช่วยเหลือในระยะสั้นให้ เพื่อใช้เป็นทุนเริ่มกิจการ  ต่าง ๆ ได้ คาดว่าจะสร้างโอกาสให้กับคนไม่น้อยกว่า 5 แสนคน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ก็จะมีการขยายหลักสูตรการฝึกอบรมให้หลากหลายขึ้น โดยให้ไปบรรจบกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ รวมถึงตำแหน่งงานในภาครัฐ ซึ่งก็มีแนวคิดที่จะนำคนที่ได้รับการฝึกอบรมในบางด้านไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนเพื่อลดภาระของครูในงานด้านธุรการ หรือการไปช่วยสำนักงานสถิติ เพราะภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลอีกมาก โครง การนี้นอกจากบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการว่างงานแล้ว จะมีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วย เพราะถ้าเรามีคนที่สนใจกลับไปทำงานในภูมิลำเนาเดิม ก็จะทำให้โครงการทางเศรษฐกิจมีความหลากหลายและมั่นคงมากขึ้น

ขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลจึงได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ซึ่งจะเห็นผลชัดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่ ทั้งจากโครงการเช็คช่วยชาติ อสม. หรือผู้สูงอายุ รวมทั้งการเรียนฟรี จะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. คือสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป และต้นเดือน เม.ย. รัฐบาลก็จะจัดงานโอทอป และมหกรรมเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและสร้างความคึกคักขึ้นมา อย่างไรก็ตามในระยะกลาง และระยะยาว เราจำเป็น  ต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเสริมความสามารถของเศรษฐกิจไทย และให้มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยในสัปดาห์หน้ารัฐบาลก็จะเสนอกรอบการเจรจากู้เงิน 7 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามาทำโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ถนน

“ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤติ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เราไม่เคยทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว ตรงกันข้ามจะดูแลเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคงเป็นอย่างดี ผมปรึกษาหารือใกล้ชิดตลอดเวลากับกระทรวงการคลัง และ ธปท. ดังนั้นขอให้ประชาชนสบายใจได้ หลายคนเป็นห่วงเรื่องการกู้เงิน แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แทบจะเรียกได้ว่ามีการกู้เงินทั้งสิ้นเพื่อมาลงทุน สิ่งสำคัญคือ 1. อย่ากู้เงินจนเกินเลยขอบเขตของมาตรฐานสากลที่เขามีอยู่ เพราะจะไปกระทบกับการเงินการคลังของประเทศในวันข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลดูแลเรื่องนี้แน่นอน และ

2. กู้เงินมาเพื่อใช้เงินให้คุ้มค่า ที่เรากู้เงินมาในขณะนี้เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน ผมได้เอาตัวเลขต่าง ๆ มาดู เห็นว่าจากการที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว การค้าหดหายไป 20-30% เราก็จำเป็นต้องมีเงินมาชดเชยในระบบเศรษฐกิจ โดยใน 3 ปีข้างหน้า ตั้งใจว่ารัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้ลงทุนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำลังทำรายละเอียดโครงการ ที่จะมีทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง ปรับปรุงรถไฟ โครงการถนนไร้ฝุ่น แหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านการชลประทาน นอกจากนี้ก็จะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และการสาธารณสุขด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม. เศรษฐกิจในวันพุธที่ 25 มี.ค. นี้”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนตกใจกับเรื่องเศรษฐกิจ ยอมรับว่าปัญหาหนักจริง แต่คิดว่าถ้าเราร่วมมือกัน ทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ต้องไปกลัวที่มีคนบอกว่าเราจะไม่มีทางอื่นเลย ต้องไปกู้เงินมา เพราะขณะนี้ทั่วโลกต้องทำอย่างนี้หมด ตนเดินทางไปต่างประเทศ มีแต่คนถามในทางตรงกันข้ามว่าเรากระตุ้นเศรษฐกิจน้อยไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามที่มีการโจมตีว่าการกู้เงินจะทำให้ประเทศเป็นหนี้มากขึ้นนั้น ถือเป็นเรื่องการเมือง เพราะขณะนี้ทั่วโลกมองตรงกันว่าต้องทำ บางประเทศพยายามไม่ทำ แต่เศรษฐกิจยิ่งหดตัวหนัก และความจริงรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีความคิดที่จะกู้เงินเหมือนกัน

สำหรับการประชุมจี 20 ที่จะมีขึ้น ก็จะ มีข้อเสนอว่าทุกประเทศจะต้องมีการขาดดุลงบประมาณ และกู้เงินอย่างน้อยเท่าไหร่ เพื่อช่วยกันทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมา เพราะกำลังซื้อหดหาย ถ้าเราอยู่เฉย คนก็จะตกงาน เก็บภาษีไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องเข้าไปลงทุนเอง ซึ่งเงินก็จะนำมาลงทุนก็มาจาก 3 ทางคือการกู้เงิน ขึ้นภาษี และขายทรัพย์สมบัติของชาติ ซึ่งใน 3 แนวทางนี้ ตนเลือกการกู้เงิน ซึ่งจะทำตามมาตรฐานสากลไม่ให้ไปกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เพราะหนี้สาธารณะของเราขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว

ต่อข้อถามที่ว่าที่ต้องกู้เงิน เพราะมาตร การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกที่ลด แลก แจก แถมไม่สำเร็จใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ตนบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราต้องทำงานเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือหยุดยั้งการที่เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ซึ่งต้องประคับประคอง โดยการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. จะหนักหนาสาหัสมาก ส่วนระยะต่อไปก็ต้องลงทุนในด้านต่าง ๆ เราไม่ลงทุนก็ได้ แต่จะทำให้เราขาดความพร้อมในการแข่งขันเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าถ้าเราลงทุนตามแนวทางนี้ พอเศรษฐกิจโลกและไทยฟื้นตัวขึ้นมา เราจะมีความพร้อมในการแข่งขัน และจะมีรายได้เพียงพอที่จะมาชำระหนี้ได้อย่างสบาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนหนี้ของคนไทยต่อหัวต่อปีเมื่อสิ้นปีที่แล้วตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 38% และจากการที่เศรษฐกิจหดตัว รายได้หดตัว และหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ก็คาดว่าตัวเลขอาจจะขึ้นไปถึง 50% และใน 2-3 ปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ที่ จะขึ้นไปถึง 60% ซึ่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ผ่าน ๆ  มาก็จะอยู่ที่ 60-65% และขณะนี้หลายประเทศก็เกิน 100% ไปแล้ว แต่ถ้าเราใช้เงินที่เพิ่มขึ้นมา มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน   เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมา เราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินกลับมาใช้หนี้ได้เอง ส่วนทางเลือกอื่นรัฐบาลก็ดูอยู่ โดยเฉพาะการขึ้นภาษี แต่ตัวแรกที่จะทำ คือเหล้า เบียร์ รวมทั้งการเก็บภาษีที่ดินและมรดกก็ยังเดินหน้าอยู่ ส่วนการขายทรัพย์สินของชาติขณะนี้ไม่คิดจะทำ

สำหรับตัวเลขคนตกงานในปีนี้ว่า เท่าที่ประมาณการจะมีผู้ตกงานในปีนี้ 1 ล้านคนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย แต่มั่นใจว่าเมื่อเราใส่เงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเข้าไป และแผนการลงทุน 1.4 ล้านล้านบาทเริ่มดำเนินการก็จะสามารถจ้างงานได้ปีละ 1 ล้านคน ซึ่งเป็นแนวทางรองรับที่เราเตรียมเอาไว้ ส่วนการช่วยเหลือเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และอาจจะมีเพิ่มเติมมาอีกในส่วนของประกันสังคม ขณะที่เช็คช่วยชาติ 2 พันบาทสำหรับผู้มีรายได้น้อยก็จะถึงมือประชาชนในงวดแรกวันที่ 26 มี.ค. นี้

ส่วนข้อกังวลที่อาจจะมีประชาชนนำเช็คไปขายต่อในราคาถูกนั้น ก็ขอให้แจ้งข้อมูลมาได้เลย ที่ไหนมีการกระทำแบบนั้น เราจะเข้าไปติดตามและดูแลให้ โครงการที่รัฐบาลทำมีมากในขณะนี้ และมีนโยบายใหม่ ๆ จำนวนมาก     ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน หากได้ยินเรื่องอะไรที่ผิดปกติให้  แจ้งมา ช่วง 2-3 วันที่แล้ว ตนก็ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีชื่อได้รับเช็ค 2 พันบาทด้วย  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งตนก็ได้สั่งให้ตรวจสอบทันที “ทุกโครงการ ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรียนฟรี หรือเรื่องที่ฝ่ายค้านเตือนมาเรื่องตำราเรียน ผมจะไปติดตามดูแลให้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายประจิณ ฐานังกรณ์ ประธานสภาลูกหนี้กู้วิกฤติชาติ ได้เปิดแถลงข่าวระบุว่า ขอความร่วมมือลูกหนี้ทั่วประเทศช่วยออกมาร่วมแสดงตัวให้รัฐบาลได้เห็นว่ายังมีลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยให้ทุกคนพร้อมใจมาแสดงตัวที่หน้า ทำเนียบฯ เวลา 08.00-12.00 น. วันที่ 24 มี.ค. นี้ จุดประสงค์เพราะต้องการผลักดัน “โครงการพยาบาลรักษาหนี้” ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการฯ ดังกล่าวเสนอให้รัฐบาลพิจารณา แต่เรื่องยังอยู่แค่ระดับล่าง ทั้งนี้โครงการพยาบาลรักษาหนี้ เป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับเจ้าหนี้-ลูกหนี้ ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายด้วย.

Leave a comment »

วิธีแก้ข้อศอกดำ

วันที่ 3 มีนาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ใครที่กำลังพบกับปัญหาข้อศอกดำไม่เนียน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีแก้มาฝาก…

ข้อศอกดำ จะทำให้เกิดผิวแห้งกร้านง่ายขึ้น ผิวหยาบขึ้น เวลาจับต้องทำให้เหมือนเกิดรอยสะดุด และไม่น่ามอง

วิธีแก้ข้อศอกดำ คือ ก่อนอาบน้ำควรผสมน้ำอุ่นกับสบู่ แช่ศอกไว้วันละประมาณ 10 นาที จะแช่ในกะละมังหรืออ่างล้างหน้าก็ได้ หากวันไหนว่าง ๆ และพอมีเวลาอยู่กับบ้าน ก็ลองนำดินสอพองมาพอกที่ผิวหนังบริเวณข้อศอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ผิวบริเวณนั้นจะนุ่มนวลขึ้น และก่อนเข้านอนก็ใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวทาด้วย หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ อย่าเอาข้อศอกไปเท้ากับโต๊ะ เพราะจะยิ่งทำให้ข้อศอกดำและด้านได้ง่าย

ถ้าไม่อยากให้ข้อศอกดำอีกต่อไป ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้.

Leave a comment »