February 6, 2009 · Filed under ์ำ์ำNews · Tagged ชำมะเลียงบ้าน, ผักเต้า, พุมเรียง, พุมเรียงสวน, มะเถ้า, แก้ท้องผูก, แก้ท้องเสีย, แก้ไข้, โคมเรียง, ไข้สันนิบาต, SAPINDACEAE
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บางพื้นที่เรียก “พุมเรียง” ว่าโคมเรียง พุมเรียงสวน ชำมะเลียงบ้าน ผักเต้า หรือมะเถ้า ก็ว่ากันไปตามแต่ละท้องถิ่น
มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสรรพคุณ ผลสุกแก้ท้องเสีย รากแก้ไข้ แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ท้องผูก เป็นต้น
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ในวงศ์ SAPINDACEAE สูงประมาณ 4-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง
ใบ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อย ออกเยื้องกันเล็กน้อย รูปหอกเรียงยาวมีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม ฐานมนสอบเข้า ขอบเรียบ
ดอก ออกเป็นช่อ บริเวณกิ่ง ลำต้น มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ และไม่สมบูรณ์เพศปนกัน ช่อดอกยาว 10-20 เซนติเมตร กลีบดอกสีม่วงแดง
ผล ผลทรงกลม หรือรูปไข่ สีดำแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร แต่ละผลมี 1-2 เมล็ด รูปไข่ปนขอบขนาน 1 ช่อมี 20-30 ผล เมื่อแก่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีดำ เนื้อนุ่ม มีรสหวานหอมฝาด ให้ผลช่วงเดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เติบโตได้ดีทุกสภาพพื้นดิน ความชื้นและแสงแดดปานกลาง
นายสวีสอง
February 5, 2009 · Filed under ์ำ์ำNews · Tagged นวัตกรรมภูมิปัญญากลุ่มแม่อาสาเชียงราย, ลานนม, หัวนมแตก, เต้านมอักเสบ, โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว, Breast Support
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นวัตกรรมภูมิปัญญากลุ่มแม่อาสาเชียงราย จากการเสด็จใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อทรงเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” จ.เชียงราย ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินการพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ในการดำเนินงานของ กลุ่มแม่อาสา จ.เชียงราย จึงพบนวัตกรรมระดับภูมิปัญญาชาวบ้าน “ห่วงเต้า” Breast Support คิดค้นโดย กลุ่มแม่ อาสา อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพื่อลดปัญหาตึงคัดเต้านม จากข้อมูลโดย ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ปัญหาการตึงคัดเต้านมของแม่หลังคลอด ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดไม่สบายตัว เป็นอุปสรรคต่อการให้นมลูก ไม่อยากให้นมลูกและถ้าปล่อย ทิ้งไว้ ไม่ได้แก้ไขอาจทำให้เกิดหัวนมแตก เต้านมอักเสบ เป็นอุปสรรคทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นที่มาของกลุ่มแม่อาสา อ.แม่สรวย จ.เชียงราย คิดค้นนวัตกรรมระดับภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหานี้ “ห่วงเต้า” สามารถทำได้เอง แต่ได้ผลมาก l นำผ้ารองก้นกระติกข้าวเหนียว (ที่บุฟองน้ำ) เจาะรูตรงกลาง (ขนาดความกว้างขึ้นอยู่กับลานนม) l ใช้ผ้าขนหนู หรือผ้าอ้อมลูกตัดเป็นวงกลม ให้ได้ขนาดใหญ่กว่าผ้ารองก้นกระติกประมาณ 1 นิ้ว l เย็บเก็บริมผ้าขนหนู ใส่ผ้ารองก้นกระติกเข้าไปแล้วเย็บปิด l นำมาชุบน้ำร้อน /อุ่น l ประคบเต้านมแม่หลังคลอด ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที เว้นบริเวณหัวนมและลานนม. นวัตกรรม Breast Support “ห่วงเต้า” เพื่อลดความเจ็บปวดจากการคัดตึงเต้านม ทำให้มารดาหลังคลอดได้รับความสุขสบาย อย่างถูกวิธีและง่ายต่อการปฏิบัติ ซึ่งผลจากการเก็บสถิติตั้งแต่เดือน มี.ค.–พ.ค. 51 มีมารดาหลังคลอด จำนวน 140 ราย มีมารดาที่มีอาการคัดตึงเต้านม จำนวน 108 ราย คิดเป็นร้อยละ 77 ได้รับการประคบเต้านม ด้วย Breast support ทุกรายจากแบบสำรวจความพึงพอใจ พบว่ามีความพึงพอใจเต็มร้อย ผลที่ได้รับต่อผู้ใช้บริการ 1. ลดอาการคัดตึงเต้านม 2. ช่วยให้น้ำนม 3. มีความสุขสบายมากขึ้น 4. สะดวกต่อการใช้ ผลดีต่อผู้ให้บริการ 1. ตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น 2. ง่ายต่อการสาธิต / อธิบาย 3. ลดปัญหาคัดตึงเต้านมในมารดาหลังคลอด (จากภูมิปัญญาพยาบาลห้องคลอดรพ.แม่สรวย ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ในงานประชุมวิชาการพัฒนางานอนามัยแม่และเด็ก จ.เชียงราย)
February 2, 2009 · Filed under Uncategorized · Tagged คาวบอย, ชุดชั้นในสีดำ, ดิสโก้, ทหาร, นุ่งกระโปรงสั้น, สาวออฟฟิศ, หนุ่มมาดเซอร์, หนุ่มออฟฟิศ, แทรนด์แต่งหน้า
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนุ่มสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ที่ต้องทำงานประจำจันทร์ – ศุกร์ เริ่มงานเช้า เลิกงานดึก มักจะไม่มีเวลาพิถีพิถันในการเลือกเสื้อผ้าที่จะแต่งตัวมาทำงานมากนัก จนบางครั้งอาจพลาด และเกิดอาการหน้าแตกต่อหน้าผู้คน ทำให้อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเดี๋ยวนั้น วันนี้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว เพราะเดลินิวส์ออนไลน์มีคำแนะนำง่าย ๆ ในการแต่งตัวมาฝาก

สำหรับผู้หญิง
1. สั้น สั้น สั้น คำนี้ต้องท่องจำให้ขึ้นใจว่า นี่คือการมาทำงาน ไม่ได้มาเที่ยวชิล ๆ เพราะฉะนั้นจะมาแต่งตัวตามสบาย ใส่กระโปรงสั้น เสื้อแขนกุด รองเท้าสาน คงไม่ควรแน่ เก็บชุดเหล่านี้เอาไว้ แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวทะเลรับลมในวันพักร้อนจะเหมาะกว่า เพราะไม่เช่นนั้น ขอเตือนว่า อนาคตการทำงานของคุณอาจจะสั้นกว่ากระโปรงที่คุณใส่ก็เป็นได้
2. วี้ด ….วิ้ว หากไม่อยากถูกคนที่ทำงานตะโกนแซวให้อับอาย ก็ควรสำรวจตัวเองให้ดีก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน ว่าชุดที่ใส่เรียบร้อยแล้วหรือยัง เพราะหลายคนมักพลาดในเรื่องง่าย ๆ เช่น ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวมองเผิน ๆ ก็ดูเรียบร้อยดี แต่กลับสวมชุดชั้นในสีดำ ให้เห็นเด่นดำ ท้าทายสายตาผู้พบเห็น อย่างนี้ไม่ควรแน่
3. วิบ ๆ วับ ๆ จริงอยู่ เทรนด์แต่งหน้า แต่งตัวแบบวิบ ๆ วับ ๆ เป็นประกายส่องสะท้อนแสงไฟนั้นกำลังมา แต่อยากให้ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคุณแต่งตัวเหมือนจะไปเที่ยวดิสโก้ แต่กลับมาสะท้อนแสงนีออนในออฟฟิส คงไม่น่าดูแน่ เก็บเทคนิคการแต่งหน้าและชุดเหล่านั้นไว้ไปสนุกหลังเลิกงานกับเพื่อน ๆ จะดีกว่าไหม

สำหรับผู้ชาย
1. หนุ่มมาดเซอร์ หลายคนมักจะเลือกแต่งตัวมาทำงานในสไตล์แบบอาร์ตติสตามใจฉัน คือใส่กางเกงยีนส์ขาด เสื้อแจ๊กเก็ต เข็มเข็ดหรือรองเท้าหนังที่มีลวดลายแปลกตามาทำงาน นี่อาจเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ดูเท่ห์มาก ถ้าคุณมีอาชีพเป็นนักร้องเพลงร๊อค แต่คงไม่เหมาะแน่ถ้าคุณเป็นพนักงานออฟฟิศ และต้องการภาพลักษณ์ที่ดูดี และน่าเชื่อถือจากใครสักคน
2. ทหารมาแล้ว ถ้าไม่อยากให้เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเรียกคุณว่า “จ่า” กรุณาเก็บเสื้อลายทางสีเขียว กางเกงลายทหาร และรองเท้าคอมแบตไว้ในตู้เสื้อผ้าที่บ้าน เพราะเพื่อนร่วมงานคงไม่อยากคิดว่ากำลังนั่งประชุมงานอยู่ในค่ายทหาร เพื่อวางแผนจะไปออกรบแน่
3. คาวบอยสุดฮอต ชุดและหมวกคาวบอยปีกกว้าง อาจทำให้คุณดูเป็นผู้ชายอบอุ่นและไปกันได้ดีในหน้าหนาว และถึงแม้ผู้หญิงบางคนอาจจะมองว่าคุณเป็นพ่อหนุ่มคาวบอยสุดเซ็กซี่ แต่คงไม่ใช่เหตุผลเพียงพอหากคุณต้องการเป็นมืออาชีพในสายตาเจ้านาย
January 30, 2009 · Filed under life · Tagged กระโปรง, กางเกงขาสั้น, การแต่งกาย, ผ้าคลุมผม, ผ้าพันคอ, หน้าหนาว, เข็มกลัด, เข็มขัดผ้า, เดรสยาวเกาะอก, เสื้อคลุมไหล่
วันที่ 30 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
| เมื่อลมหนาวพัดผ่านไป ผ้าพันคอที่เคยถูกนำมาใช้ให้ความอบอุ่นก็คงจะถูกคุณสาว ๆ ลดบทบาทความสำคัญ พับเก็บเข้าตู้ให้พ่นสายตา (ช่างน่าสงสารผ้าพันคอพวกนั้นเสียจริง!)

แต่อินเทรนด์ อัพเดท ประจำสัปดาห์ จะขอแนะนำให้สาว ๆ หยิบผ้าพันคอมาใช้เพิ่มรายละเอียดให้กับการแต่งกาย โดยไม่ต้องรอให้ถึงฤดูหนาว จากไอเดียเก๋ ๆ ต่อไปนี้…
สำหรับผ้าพันคอที่ยาวและกว้าง เนื้อผ้าค่อนข้างหนาทึบ ให้พันรอบตัวจนมั่นใจว่าจะไม่โป้ แล้วยึดมุมผ้าด้านบนช่วงเหนือหน้าอก ด้วยการสอดมุมผ้าเข้าไป(คล้ายการกระโจมอก) ติดเข็มกลัดสวย ๆ ทับ เพื่อเพิ่มความแน่น ก็จะได้ ‘เดรสยาวเกาะอก’

ส่วนสาว ๆ ที่สวมเสื้อสายเดี่ยว สามารถเพิ่มสีสันและความอบอุ่นได้ด้วย ‘เสื้อคลุมไหล่’ ที่ก่อนใช้ ต้องทบผ้าพันคอให้มีรูขนาดกว้างไม่มาก แต่ต้องใหญ่พอสวมผ่านศีรษะได้ โดยก่อนสวมสามารถติดเข็มกลัดไว้กันหลุดได้ ถ้าอยากให้ดูเก๋ หาตัวหนีบน่ารัก ๆ มาหนีบปลายผ้าทั้งสองด้าน

หากกลัวผมยุ่ง เสียทรง จากลม ละอองฝน หรือหลบความร้อนแรงของแสงแดด ให้ทำเป็น ‘ผ้าคลุมผม’ ง่าย ๆ เพียงแค่นำผ้าพันคอช่วงกลางผ้าวางลงบนศีรษะ ปล่อยชายผ้าทั้งสองมาด้านหน้า จากนั้นให้ตวัดไปที่ด้านหลังทั้งหมด
ได้ ‘เสื้อเกาะอก’ เพิ่มอีกตัว เพียงแค่พับผ้าพันคอ (พับด้านยาว) ให้ได้ความยาวของเสื้อเกาะอกตามต้องการ ก่อนพันรอบตัวยึดให้ติดด้วยวิธีเดียวกับเดรสยาวเกาะอก

ใช้เป็น ‘เข็มขัดผ้า’ ก็ให้พับผ้าพันคอ หรือจับขยุ้มให้ได้ขนาด ก่อนทาบเข้าเอว แล้วผูกปล่อยชายตามใจชอบ
หรือจะดัดแปลงเป็น ‘กระโปรง’ ได้ทั้งยาว-สั้น คล้ายกับไปเมื่อตอนไปพักผ่อนรับลมที่ริมทะเล แต่ถ้าใครกลัวผ้าหลุด ควรสวมกางเกงขาสั้นไว้ด้านในด้วย

แบบสุดท้าย ใช้ง่ายเป็นที่สุด แค่นำผ้าพันคอมาห่ม ‘คลุมไหล่’ ใครจะผูกเป็นโบ เป็นปม ติดเข็มกลัด หรือตวัดชายผ้า ตามใจฟรีสไตล์
ได้ไอเดียเปลี่ยนผ้าพันคอให้เป็นเครื่องแต่งกายชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว หากใครมีไอเดียใหม่ ๆ อย่าลืมส่งมาบอกต่อกันบ้างล่ะ ผ้าพันคอ จะได้เป็นมากกว่าผ้าพันคอเสียที
‘อมยิ้ม’
Athitayar@dailynews.co.th |
January 28, 2009 · Filed under ์ำ์ำNews · Tagged กังหันลม, การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม, น้ำ, ผลิตผลทางการเกษตร, พลังงานทดแทน, ลม, เกษตรตามแนวพระราชดำรำ, เดนมาร์ก, แสงแดด, โครงการหลวงหนองหอย, โครงการหลวงแม่แฮ, ไร่พลังงานลม, Land Breeze, Moun-tain Valley Breeze, Sea Breeze, Valley Mountain Breeze
26 ม.ค. 52 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
จากปัญหาวิกฤติ “พลังงาน” น้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทุกภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวหลายประเทศต่างหันเหมุ่งไปพัฒนาพลังงานทดแทนบนดิน ที่ได้จาก ผลิตผลทางการเกษตร แต่นั่นก็ยังคงมีต้นทุนอยู่มาก
ฉะนี้…จึงต้องเบนเข็มไปหาพลังงานจากธรรมชาติ ที่ใช้ไม่มีวันหมดอย่าง น้ำ ลม แดด สำหรับเป็นทางเลือกที่จะนำมาลดภาระต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังเป็นพลังงานสะอาดไม่ก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งในหลายๆประเทศอย่างเช่น “เดนมาร์ก” ก็มีการนำ “ลม” มาผันผลิตไฟฟ้าใช้กันแล้ว
สำหรับบ้านเราซึ่งนำโดย ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ศ.ดร.ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายนิรันดร์ สุวรรณสิทธ์ สนง.การไฟฟ้าภูมิภาค เขต 1 ภาคเหนือ เชียงใหม่ นายเสรี กังวานกิจ สนง.พลังงานภูมิภาคที่ 10 นายอภิชาต สวนคำกอง คณะผลิตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
และ ร.อ.พชร เกตุเชื้อจีน กองพันพัฒนาที่ 3 จ.เชียงใหม่ ก็ได้ “ศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบน” เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะลดต้นทุนจากใช้พืชผลการเกษตรเป็นวัตถุดิบ โดยการวิจัยดังกล่าวได้รับทุนอุดหนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ หัวหน้าโครงการ บอกว่า “การนำพลังงานลมมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะทางภูมิประเทศ ความ เร็วทิศทางลม ซึ่งการเก็บข้อมูลดังกล่าวในบ้านเรายังไม่มาก จะมีก็เฉพาะลมพื้นผิวที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 10 เมตร ที่ในทาง อุตุนิยมวิทยา ใช้เท่านั้น”
ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ลำปาง ภูมิประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะภูเขาสูงสลับกับช่องเขา ทำให้ได้รับอิทธิพลจาก ลมภูเขา (Moun-tain Valley Breeze) และ ลมหุบเขา (Valley Mountain Breeze) ที่ปรากฏการณ์นี้จะเหมือน ลมบก (Land Breeze) ลมทะเล (Sea Breeze)
จากทฤษฎีนี้ ทีมวิจัยจึงเริ่มศึกษาศักยภาพลมที่ระดับความสูง 40-80 เมตร เพื่อคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย เบื้องต้นมีทั้งหมด 18 แหล่ง ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ จากการสำรวจเก็บข้อมูลพบว่ามี 8 สถานีคือที่ ผาตั้ง บ้านร่มโพธิ์ไทย จ.เชียงราย อ่างขาง โครงการหลวงหนองหอย โครงการหลวงแม่แฮ อ.ปาย กิ่วลม แม่ฮ่องสอน และที่ ดอยม่อนล้าน เหมาะที่จะติดตั้งกังหันได้ แต่ยังต้องตรวจสอบความเร็วลม เพื่อให้ คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จะใช้
ฉะนี้….เพื่อความแน่ชัดทีมวิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลเพิ่ม ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก มูลนิธิโครงการหลวง อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ปี กระทั่งพบว่ามี 3 สถานีคือ บ้านกิ่วลม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน อ.พร้าว และ สถานีบ้านแม่แฮ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ มีความเร็วลมเฉลี่ยสูงกว่า 5 เมตร/วินาที
โดยพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมที่จะติดตั้ง “กังหันลม” หรือ “ไร่พลังงานลม” จากการตรวจวัดความเร็วและทิศทางลม สามารถนำมาประเมินศักยภาพการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,200-1,600 เมกะวัตต์/ปี คิดเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3-5 บาท/หน่วย…
นายกฤษธ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช. ที่เดินทางไปตรวจดูความคืบหน้าโครงการนี้ บอกว่า ผลที่ได้จากการวิจัยดังกล่าว ไม่เพียงแค่ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการหาแหล่งพลังงานทางเลือกเท่านั้น เพราะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯร่วมกับแม่ฮ่องสอน ยังได้ร่วมกับ UNDP ในการที่จะพัฒนาให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองส่งเสริมพลังงานทดแทน ที่มีการนำมาใช้ในจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
โครงการหลวงหนองหอย และสำนักพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน ได้เอาข้อมูลความเร็วลมไปใช้หาทิศทางความเหมาะสม ในการออกแบบโรงเรือนสำหรับทำเกษตรที่สูงให้ แข็งแรง ทนทาน ศึกษาติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก เพื่อใช้ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง.
เพ็ญพิชญา เตียว
January 23, 2009 · Filed under ์ำ์ำNews · Tagged ขนส่งทางน้ำ, บริการสาธารณะ, ปลอดภัย, รวดเร็ว, สะดวก, องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, เพื่อชุมชน, แพขนานยนต์
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
สงขลา – นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เดินหน้ายกระดับพัฒนาคุณภาพกิจการแพขนานยนต์ข้ามฟากสงขลา-สิงหนคร ตั้งเป้าบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เน้นทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ
นายนวพล บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา เปิดเผยว่าหลังได้รับโอนกิจการแพขนานยนต์ซึ่งให้บริการข้ามฟากทะเลสาบสงขลา ระหว่าง อ.เมืองสงขลา กับ อ.สิงหนคร จากหน่วยแพขนานยนต์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) เข้าสังกัด อบจ.สงขลา จึงได้พัฒนากิจการแพขนานยนต์ทันที เพราะเป็นหนึ่งในบริการขนส่งที่อยู่คู่ประชาชนชาวสงขลามายาวนานและเป็นสัญลักษณ์เมืองสงขลาอีกด้วย จึงมีความตั้งใจ มุ่งมั่นพัฒนาแพขนานยนต์โดยจำทำการซ่อมแซมแพขนานยนต์ที่ให้บริการทั้งหมด เพื่อให้แพอยู่ในสภาพพร้อมให้บริการ และผู้โดยสารเกิดความมั่นใจในความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณท่าเทียบเรือทั้งสองฟาก รวมทั้งพัฒนาบุคลากร การบริหารให้มีความทันสมัยตามสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ในแต่ละวันมีประชาชนทุกสาขาอาชีพใช้บริการแพขนานยนต์เฉลี่ยกว่า 4,000 คน มียานพาหนะประเภทรถจักรยานยนต์ 3,000 คัน รถยนต์ 1,500 คัน อัตราค่าโดยสารแพขนานยนต์ ผู้โดยสารคนละ 2 บาท รถจักรยานยนต์ คันละ 7 บาท รถจักรยานยนต์ (พ่วงข้าง) คันละ 10 บาท รถยนต์ประเภท 4 ล้อ คันละ 23 บาท รถบรรทุกหกล้อ คันละ 35 บาท รถบรรทุกสิบล้อ คันละ 50 บาท รถบัสขนาดใหญ่ คันละ 70 บาท รถจักรยานยนต์ (ประเภทเหมารายเดือน) คันละ 250 บาท ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดประกาศกำหนด
“การบริหารกิจการแพขนานยนต์ของ อบจ.สงขลาจะเน้นความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เพื่อสร้างความประทับใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะการซื้อตั๋วโดยสาร นอกจากนี้ยังมีการจัดแยกช่องทางจราจรก่อนลงแพ ทั้งช่องทางคนเดิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการให้บริการในเเต่ละเที่ยวจะต้องตรงเวลา ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายใต้การบริการที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ประชาชนเกิดความประทับใจ โดยยึดหลัก “การบริการดี มีมาตรฐาน มากกว่ามุ่งสร้างแต่กำไร” เพื่อให้แพขนานยนต์เป็นบริการสาธารณะที่อยู่คู่กับชาวสงขลาอย่างยาวนาน” นายนวพลกล่าว
January 22, 2009 · Filed under Uncategorized · Tagged ข้าวสวย, น้ำมันหมู, ประหยัด, สุขภาพดี, เหม็นหืน
วันที่ 22 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
บ้านไหนที่มีปัญหาการเก็บน้ำมันหมูมาไว้ใช้ แล้วเกิดเหม็นหืน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีแก้มาฝาก…
วิธีแก้ง่าย ๆ คือ ให้นำน้ำมันหมูไปตั้งไฟ จากนั้นใส่ข้าวสวยลงไป 2-3 ก้อน แล้วเจียวจนข้าวสุกเกรียมเป็นสีเหลือง แล้วจึงค่อยเทน้ำมันเก็บใส่หม้อ การแก้ความเหม็นหืนด้วยวิธีนี้จะได้ผลมาก แต่ถ้าเก็บไว้นานเกินไปก็ควรจะทิ้งไปดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี
ถ้าบ้านไหนสนใจอยากเก็บน้ำมันหมูไว้ใช้แบบไม่ให้เหม็นหืน ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.
January 20, 2009 · Filed under life · Tagged ข้างกล้อง, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวป่า, ข้าวโพด, ข้าวโอ๊ต, ข้าวไรย์, บัควีท, รำข้าว, หัวใจ, อนุมูลอิสระ, เมล็ดข้าวสาลีไม่ฟอก, เมล็ดพืชไม่ขัดขาว
วันที่ 20 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ใครทราบบ้างว่า การกินเมล็ดพืชไม่ขัดก็มีประโยชน์ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก…
ตัวเมล็ดพืชประกอบด้วยหลักใหญ่ 3 ส่วน คือ รำ จมูก และโภชนาสาร แต่เมล็ดพืชที่ขัดขาวจะกำจัดตัวที่เป็นรำข้าวและจมูกออกไป ซึ่งทำให้เส้นใยและคุณค่าทางอาหารหมดไป
เมล็ดพืชที่ขัดขาวไม่สามารถช่วยปกป้องหัวใจได้เลย นอกจากนี้เมล็ดพืชไม่ขัดขาวจะช่วยลดโคเลสเตอรอล และเพิ่มวิตามินให้ได้หลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยหัวใจ ตัวอย่างของเมล็ดพืชไม่ขัดขาว คือ เมล็ดข้าวสาลีไม่ฟอก ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวนก ข้าวบาร์เลย์ ข้าวป่า ข้าวไรย์ ข้าวโพด บัควีท
ผลงานวิจัยจากอเมริกา ระบุว่า คนที่กินคนที่กินเมล็ดพืชไม่ขัดสองมื้อครึ่ง จะมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เพียง 1 ใน 5 ของคนที่ไม่กิน ทั้งนี้วิเคราะห์จากคน 149,000 คน แต่ก็พบด้วยว่ามีน้อยคนที่ใส่ใจกับการกินอาหารที่ไม่ขัด นักวิจัยจากอเมริกาต่างพากันลงความเห็นว่า ต้องเพิ่มความพยายามให้ผู้ป่วยกินอาหารประเภทนี้ เพราะคนที่กินข้าวไม่ขัดขาววันละ 2.5 มื้อจะลดความเสี่ยงต่อการป่วยเกี่ยวกับโรคหัวใจ 21%
เคล็ดลับในการกินเมล็ดพืชไม่ขัด
ตามคำแนะนำของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าจะต้องกินเมล็ดพืชไม่ขัด ให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอาหารที่กินในแต่ละวัน ดังนั้นมื้อต่อไปแทนที่จะกินขนมปังขาว ก็ให้กินขนมปังที่ทำจากแป้งที่ไม่ฟอก และกินข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวป่าแทนข้าวขัดขาว
ถ้ายังกินไม่ได้ล้วน ๆ ก็ค่อย ๆ ผสมในข้าวเดิม ๆ ที่กิน แล้วเพิ่มปริมาณ นอกจากนั้นก็อาจเติมเมล็ดพืชไม่ขัดขาว เช่น ข้าวป่า ข้าวโพด ข้าวกล้อง ฯลฯ ลงในแกงจืด หรือปรุงในอาหารบางอย่างก็ได้
รู้อย่างนี้แล้ว หันมากินเมล็ดพืชไม่ขัดขาวกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
January 13, 2009 · Filed under life · Tagged การสัมผัส, การเลี้ยงลูก, งานบ้าน, ตัวร้อน, ท้องเสีย, ผดผื่น, ผลัดเวร, ลูกไม่สบาย, หยูกยา, อาหารการกิน, โทรศัพท์, ไอ
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
| หลังจากที่บรรดาหนุ่ม ๆ ถอดเสื้อสูทออกหลังเลิกงาน และหันมาสวมบทบาท “พ่อของลูก” ของครอบครัวแล้ว หลายคนอาจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเลี้ยงลูกนั้นเป็นเรื่องสนุกและมีความสุข
อย่างไรก็ดี ความรับผิดชอบในครั้งนี้ก็เหนื่อยมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ลูกไม่สบายด้วยแล้ว ความเหนื่อย และความรับผิดชอบอาจต้องหนักเป็นหลายเท่าตัว เพราะทันทีที่ลูกเป็นหวัด ตัวร้อน ผดผื่น ท้องเสีย ไอ ฯลฯ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ความกังวลใจของพ่อและแม่ที่สงสารลูก
โดยเฉพาะหากเจ้าตัวเล็กเกิดป่วยในวัยที่ยังพูดจาสื่อสารกับเราไม่ได้ ทำได้เพียงการส่งเสียงร้องอื้ออึงไม่เป็นภาษา จากที่เคยชอบเล่น ชอบพูด ชอบคุย ก็จะกลายเป็นไม่พูด ไม่เล่น ซึม และที่สำคัญ คือ “งอแง”
ในเวลาที่ลูกไม่สบาย ความอบอุ่นจากผู้เป็นแม่อาจเป็นสิ่งที่เด็กต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่คุณพ่อที่น่ารักก็ย่อมที่จะมองเห็นถึงงานต่าง ๆ ที่คุณพ่อสามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของคุณแม่ได้เช่นกัน ครั้งนี้ลองมาดูกันว่า บทบาทของพ่อหลังเลิกงาน..เมื่อลูกไม่สบาย มีอะไรกันบ้าง
1.“งานบ้าน” แม้ว่าพ่อหลายคนอาจช่วยแม่แบ่งเบาภาระตรงนี้อยู่แล้ว แต่หากลูกไม่สบาย งานบ้านต่างไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ถูบ้าน ฯลฯ อาจเป็นงานที่คุณพ่อชายต้องลงมือ ลงแรงมากขึ้นกว่าเดิม
2.“อาหารการกิน” นอกจากคุณผู้ชายควรเตรียมอาหารเช้า-เย็นเองแล้ว การเตรียมเผื่อแม่และลูกก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แม้ว่าจะทำอาหารเองไม่ได้ แต่การซื้อของไปฝากภรรยา ก็เป็นวิธีที่น่ารักวิธีหนึ่งที่ทำให้เขาหายเหนื่อยไปบ้าง |
 |
| ภาพจาก www.fatherlovesaj.com |
|
 |
 |
3.“หยูกยา” เมื่อเตรียมอาหารให้แม่และลูกแล้ว พ่อควรจัดหายาของลูกไว้ให้แม่ด้วย ตรวจดูว่า ยาที่เจ้าตัวเล็กต้องทานนั้น มียาก่อนอาหารหรือไม่ เพราะลำพังแม่คนเดียวคงจะไม่สะดวกนั้น
4.“ป้อนยา” การป้อนยาให้เจ้าตัวเล็กคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เพราะแรงต้านทานของเขาดูท่าจะเอาการพอควร นอกจากจะบ้วนยาทิ้งแล้ว อาจร้องไห้โวยวายและดิ้นอยู่ตรงนั้นจนทำให้แม่เหนื่อยหนักกว่าเก่า ดังนั้นหากพ่อได้อยู่ให้กำลังใจแม่ในการป้อนยา และให้กำลังใจลูกทานยา อาจเป็นเรื่องที่ทำให้การป้อนยาไม่เหนื่อยอย่างที่ผ่านมา
5.“สลับผลัดเวร” ในยามปกติ เด็กเล็กอาจไม่ได้นอนตอนกลางคืนรวดเดียวเหมือนเด็กโตอยู่แล้ว ดังนั้นหากเจ้าตัวเล็กไม่สบาย เขาอาจตื่นมากกว่า 2 ครั้ง บางคนต้องอุ้มเดินถึงจะหลับและกว่าจะหลับต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง บ้างก็ต้องอุ้มเดินถึงเช้าเลยก็มี เพราะวางลูกนอนบนที่นอนเมื่อไหร่เป็นต้องงอแงตลอด ซึ่งหากแม่ต้องตื่นมาดูแลเพียงคนเดียว เขาอาจไม่สบายไปอีกคน เพราะฉะนั้น พ่อกับแม่ควรแบ่งเวลาดูแลลูกและต้องช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี การตื่นกลางดึกไม่ใช่เรื่องที่ใครปรารถนากัน แต่หากลูกร้องไห้โยเยแล้ว มันไม่ใช่เวลาที่พ่อแม่มานั่งเกี่ยงกันอีกต่อไป
6.“โทรศัพท์” ในระหว่างวันพ่อควรหมั่นโทรเช็คอาการของลูกว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วอย่าลืมถามถึงคุณแม่ด้วย เช่น ทานอะไรบ้างหรือยัง แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องเอาเวลางานไปโทรศัพท์จนเสียงาน เพียงแค่ “รู้จักแบ่งเวลา”เท่านั้นเอง
แม้สิ่งสำคัญที่สุดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวคือ “การสัมผัส” ไม่ว่าจะเป็นการกอด หอม หรือแม้แต่จับมือกันในช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย อาจเป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดของคนสองคน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของบทบาทพ่อที่คุณผู้ชายสามารถทำได้ไม่ยากนัก ซึ่งการที่คนเป็น “พ่อ”จะเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทุกข้อที่กล่าวมา แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?
|
January 9, 2009 · Filed under Uncategorized · Tagged ทอดเป็นไข่ดาว, สารส้ม, อาหาร, ไข่เค็ม
วันที่ 9 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
บ้านไหนที่ชอบทานไข่เค็ม วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีเก็บไข่เค็มต้มให้เก็บไว้ได้นาน ๆ แถมยังมีสีสวยมาบอก…
ถ้าพูดถึงไข่เค็ม ทุกคนก็คงนึกถึงไข่เค็มไชยา เพราะจัดเป็นไข่เค็มที่มีชื่อเสียงที่สุด มีรสชาติเค็มนิดรสมันหน่อย ไม่เค็มจัดเหมือนไข่เค็มทั่วไป สามารถนำมาแปลงเป็นอาหารได้หลายอย่าง
ไข่เค็มประเภทดิบที่ยังไม่เค็มจัดสามารถนำมาทอดเป็นไข่ดาว ส่วนที่เป็นไข่ขาวจะออกรสเค็มไม่มาก ไข่เค็มที่ต้มสุกแล้วก็จะนำไปทานกับข้าวต้มได้รสอร่อยทีเดียว
วิธีเก็บไข่เค็มต้มให้ได้นาน ๆ ทำได้โดยใส่สารส้มลงไปในน้ำที่ใช้ต้มไข่ อีกทั้งสารส้มจะทำให้สีของไข่ขาวสวยกว่าไข่ทั่วไปอีกด้วย
ถ้าอยากเก็บไข่เค็มต้มไว้ทานนาน ๆ นำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.